BMW Motorrad Track Experience 2018 “อนุบาล” หัดแบน(จบ)

เครื่องบินลงสนามบินสตึก หรือ บุรีรัมย์ แอร์พอร์ต ช่วงเย็นของวันศุกร์ ผมไปสนามบินนี้บ่อยขึ้นเพราะว่าภาระกิจที่สนามช้างฯ ตั้งแต่ทำข่าวก่อสร้างไปจนถึงพิธีเปิด และการแข่งขันต่าง ๆ

“บุรีรัมย์ มหานครแห่งอีสานใต้”วันนี้เปลี่ยนไปมากเจริญก้าวหน้า สมควรเอาเป็นตัวอย่างในการพัฒนาถ้าจะมองความสำเร็จที่แท้จริงก็ตรงการพัฒนาเมืองของทีมคุณเนวิน ชิดชอบมากกว่าจะมองว่า เอารายการแข่งขันระดับโลกมาไว้ในสนามให้เราได้ดูกัน”
ผมเข้าพักโรงแรมแห่งใหม่ โรงแรมครอสทูไวบ์บุรีรัมย์ (X2 Vibe Buriram Hotel) ที่มีการตกแต่งแบบมอนติคาโร โดยนำบรรยากาศของรถแข่งมาประดับประดาห้องพัก ในต่างประเทศนั้นมีแบบนี้ทุกที่ที่มีสนามแข่งซึ่งเป็นตำนาน ที่บุรีรัมย์ก็เห็นรูปแบบนี้ที่โรงแรมอมารี โรงแรมของเจ้าของสนามกับที่X2 ที่เห็นแค่สองที่เพราะโรงแรมแห่งอื่นผมยังไม่เคยเข้าไปพักเหมือนกัน
โรงแรมX2บรรยากาศดีครับแต่คุณภาพการเก็บเสียงของห้องน้อยไปหน่อย ยิ่งพวกเราเช็คเอาท์ ตอนเช้าลากกระเป๋าอุปกรณ์ขับขี่ กระเป๋าใหญ่แขกคงตื่นกันทั้งโรงแรม
การที่รายการแข่งMoto GPเลือกมาที่บุรีรัมย์ถือว่า ยิ่งใหญ่มาก แต่ผมนึกถึงวันงาน ยังมองไม่ออกเลยว่า “สนามบิน”น้อยๆแห่งสตึกนี้ จะรองรับผู้คนได้อย่างไรพื้นที่รอผู้โดยสารสายพานกระเป๋าและอื่นๆ มันเล็กไปหมด ผมเคยเห็นการโปรโมท Moto GP ในต่างประเทศมาบ้าง เช่นที่มาเลเซียถ้าเราไปช่วงแข่ง สนามบินแห่งชาติของเขาเต็มไปด้วยดิสเพลย์ต่างๆ มีธีมการแข่งขัน เพื่อโปรโมทการแข่งไปทั่วเมืองสำหรับบ้านเราระดับ Moto GP ยังน้อยอยู่ ยิ่งที่ในสนามบินสตึกแค่บิลบอร์ดในอาคาร และรอบสนามบิน พื้นที่โปรโมทน้อยเกิน แทบจะทำให้การแข่งระดับเวิลด์ คลาสอย่าง Moto GP ภาพดูด้อยไปเลย
ผมไม่รู้ว่าเป็นหน้าที่ของใครนะ ระหว่าง การกีฬาแห่งประเทศไทยเจ้าของลิขสิทธิ์การแข่ง  กับสนามช้างฯในฐานะผู้รับจ้างจัดการแข่ง ก็คงต้องดูกันไป
ถ้านับดูวันนี้เวลานี้ สิ่งที่ลงทุนไป มหาศาลค่าลัขสิทธิ์กับสิ่งที่คาดหวังมันดูห่างไปหน่อยกลัวจะซ้ำรอยรายการ  ROC -raceofchampions ที่จัดขึ้นที่หัวหมาย ในอดีตคนดูไม่ได้ทันตั้งตัวไหวตัวอีกทีรายการจบไปแล้ว ส่งผลให้สนามโล่งว่าง แล้วก็เราไม่ได้อะไร อย่างไรก็ตามผมก็ให้กำลังใจทุกคนที่ทำงานโดยเฉพาะ บอสแห่งBRICซึ่งเขาต้องประสานสิบทิศแต่อย่างลืมว่า  “ฆ่าควายอย่าเสียดายพริก”

เช้านี้ต้องไปเรียนแล้วครับ แบกอุปกรณ์ขึ้นรถตู้ ไปสนามซึ่งบรรยากาศคักคักหลัง รถมอเตอร์ไซด์BMW คันใหญ่จำนวนมากทะยอยขนกันมา  งานนี้คนมาเรียนต้องเตรียมรถมาเองสื้ออย่างผม ไม่มีรถเป็นส่วนตัวเราต้องใช้แชร์ไบค์กันกับรถส่วนกลาง

ลูกค้าที่เป็นเจ้าของจักรยานยนต์ BMW ส่วนใหญ่ดูมีประสบการณ์ขี่กันในสนามเขามีอุปกรณ์มาพร้อม รถแต่งมาเต็มผมเห็นรถลูกค้า มีทั้ง S1000RR และ S1000R และ GS1200ก็มีนับรวมแล้วนักเรียนในคลาสนี้ใช้รถมากกว่า 40 คัน

รถ บีเอ็มดับเบิลยู
บีเอ็มดับเบิลยู S 1000 RR
บีเอ็มดับเบิลยู S 1000 RR เป็นจักรยานยนต์ระดับซูเปอร์ไบค์ มาพร้อมระบบ ABS Pro และเทคโนโลยีอื่นๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ระบบควบคุมการเกาะถนนแบบไดนามิก (Dynamic Traction Control) ระบบช่วยเปลี่ยนเกียร์โดยไม่ต้องบีบคลัตช์ Gear Shift Assistant Pro โหมดการขับขี่แบบโปร และระบบควบคุมช่วงล่างแบบไดนามิคหรือ Dynamic Damping Control
บีเอ็มดับเบิลยู S 1000 RR มาพร้อมเครื่องยนต์ 4 สูบเรียงและระบบระบายความร้อนด้วยน้ำและของเหลว ขนาดเครื่องยนต์ความจุ 999 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 146 กิโลวัตต์ หรือ 199 แรงม้า ที่ 13,500 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงถึง 113 นิวตันเมตร ที่ 10,500 รอบต่อนาที อัตราส่วนกำลังอัด 13.0:1
บีเอ็มดับเบิลยู S 1000 RR สั่งจ่ายเชื้อเพลิงด้วยระบบหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมระบบคลัทช์เปียกซ้อนกันหลายแผ่นที่มาพร้อมกับระบบลดแรงกระชาก anti-hopping ระบบเกียร์ 6
สปีด และระบบขับเคลื่อนด้วยโซ่ มี 3 โทนสี

บีเอ็มดับเบิลยู S 1000 R 
บีเอ็มดับเบิลยู S 1000 R มาพร้อมเครื่องยนต์ 4 สูบ 4 จังหวะ ขนาด 999 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำและน้ำมัน อัตราส่วนกำลังอัด 12.0:1 และระบบหัวฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงแบบอิเล็กทรอนิกส์ ให้กำลังสูงสุด 118 กิโลวัตต์ (160 แรงม้า) ที่ 11,000 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 112 นิวตัน-เมตร ที่ 9,250 รอบต่อนาที จึงทำให้บีเอ็มดับเบิลยู S 1000 R มีสมรรถนะที่ยอดเยี่ยมสำหรับรุ่นมาตรฐานในประเทศไทยมาพร้อมระบบ DDC (Dynamic Damping Control) ระบบ DTC (Dynamic Traction Control) ระบบ Riding Modes Pro ระบบ Cruise Control และ Gear Shift Assistant ที่ช่วยเปลี่ยนเกียร์ขึ้นโดยไม่ต้องบีบคลัตช์ ระบบทำความร้อนที่แฮนด์ (Heated Grips) และอื่นๆ อีกมากมาย

 “คีธ โค้ทมืออาชีพ
สื่อสายจักรยานยนต์แทรกกลุ่มลูกค้ากลุ่มล่ะ 2-3ท่านทีมงานสอน ครั้งนี้เป็นมืออาชีพของ “คีธ โค้ท “นักแข่งมอเตอร์ไซค์ชาวอเมริกัน ซึ่งได้ผันตัวมาเป็นนักเขียนและครูฝึกผู้มีชื่อเสียงในระดับโลก จากการเป็นผู้
บุกเบิกหลักสูตรการฝึกทักษะขับขี่มอเตอร์ไซค์ขั้นสูง โดยใช้วิธีการพัฒนาและต่อยอดแต่ละทักษะทีละขั้นตอนทุกวันนี้ลูกชายของเขาเป็นครูฝึกหลัก และเขาเป็นเฮดโค้ทในวันนี้ด้วย
ทีมสอนได้แบ่งนักเรียนออกเป็น 3 กลุ่มโดยให้เรียนสลับกัน 5 รอบ สถานีฝึกได้แก่
1.steering drills หรือการฝีกซ้อมบังคับรถเบื้องต้น
2.ทฤษฎีในครั้งนี้เป็นการฝึกระดับ ที่ 1 มีหัวข้อการฝึกอยู่ 5 หัวข้อดัวยกัน
3.จากนั้นลงสนามฝึกขี่ รอบล่ะ 20 นาที โดยเอาทฤษฎี มาปฎิบัติมีโค้ทส่วนตัวของแต่ล่ะกลุ่มขี่ประกบรายตัว

California Superbike School
หลักสูตรของCalifornia Superbike School แบ่งออกเป็น 4 ระดับ โดยในวันนี้สอนระดับที่1   ลองไปดูหลักสูตรของโรงเรียนหน่อย หลักสูตรCalifornia Superbike School ใน3ระดับแรกนั้นประกอบด้วยการฝึกฝนทักษะและเทคนิคในการขับขี่5 ทักษะด้วยกัน
หากใครเรียนไปถึงระดับที่ 4 ครูฝึกสอนจะออกแบบหลักสูตรที่เหมาะสมกับผู้ขับขี่แต่ละคน เพื่อมุ่งเน้นที่
การปรับปรุงและพัฒนาจุดอ่อนของผู้ขับขี่ โดยใช้เวลา 1 วันสำหรับการฝึกในแต่ละระดับ
ปัจจุบัน California Superbike School มีโรงเรียนฝึกทักษะการขับขี่มอเตอร์ไซค์ขั้นสูงอยู่ใน 33 ประเทศ
ทั่วโลก มีผู้เข้าร่วมหลักสูตรแล้วกว่า 150,000 คน และมีนักแข่งรถมอเตอร์ไซค์มืออาชีพที่ผ่านการฝึกจาก California Superbike School ได้รางวัลจากการแข่งขันในระดับประเทศและระดับโลกรวมถึง 65 รายการ

เตรียมรถเตรียมคน
การนำรถส่วนตัวไปลงเรียน นั้นถือเป็นเรื่องปกติของเหล่าไบเกอร์ที่ต้องการใช้รถตัวเองเพื่อความคุ้นเคย นอกจากนี้เจ้าของรถยังอยากนำจักรยานยนต์ของตัวเองได้วิ่งออกกำลัง เพราะรถระดับ 199 แรงม้าคงหาถนนวิ่งเต็มกำลังได้ไม่ดีเท่าสนามแข่ง เมื่อเร็วๆ นี้ ขุนพล โมโต จีพี เพิ่งเสร็จสิ้นการทดสอบรถในสนามฯไปก่อนหน้านี้ แน่นอนว่า การได้ลงไปขี่ในโค้ง เดียวกับ นักบิดระดับโลกนั้นเป็นที่ไฝ่ฝันของไบเกอร์ทั้งหลายแหล่
ในสนามนั้นการขี่แบบเทคนิคนี้รถมีความเร็วสูงดังนั้นรถต้องพร้อมในช่วงเช้ากิจกรรมสำคัญคือการ “ตรวจสภาพ”และปรับรถให้เหมาะกับการใช้ฝึกนอกจากอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยและการเติมเชื้อเพลิงแล้วของCalifornia Superbike School นั่นให้ เอาสติกเกอร์ปิดโคมไฟหน้า ไฟท้าย
ปิดกระจกมองข้างซ้าย ขวา ห้ามใช้

Steering drills
เราเริ่มลงเรียนกันตั้งแต่ 6.30 น ซึ่งเป็นการอบรมเช้าสุดๆ เท่าที่เคยอบรมมาเลยทีเดียวพื้นกว้างหลัง แกรนด์สแตน คือ1 สถานที่ใช้เรียน “Steering drills” หรือการฝีกซ้อมบังคับรถเบื้องต้น การขี่รถแบบนี้เราทำกันปกติครูฝึกเรียกนักเรียนทีละคนสั่งให้ การขับขี่ง่ายๆ
สลาลอมอิสระซ้ายทีขวาที โดยเน้นท่าเบสิคของการขี่ดูง่ายๆแต่ก็ยากสำหรับนักเรียนจะทำได้ถูกต้องตามวิธี ครูฝึกจะเข้ามาปรับปรุง ท่าทางและกับคุมแฮนด์ให้ สถานีแรกผมรู้ถึง
จุดอ่อนของตัวเองทันที นั่นคือ การเกร็งแขนเกินไปในขณะที่คุมรถ ไม่ว่าใครจะเก่งมาจากไหนจะถูกแนะนำเรื่องนี้พอสมควร

เรียนทฤษฎีวนไป
หมดส่วนของ Steering drills นักบิดกลุ่มอื่นเข้ามาวนเรียนต่อ กลุ่มผมถูกสนไปเรียน ทฤษฎี 5 หัวข้อถือเป็นหัวใจสำคัญประกอบไปด้วย
1.การควบคุมคันเร่ง (Throttle Control)
2.จุดเลี้ยว (Turn Points)
3.ความรวดเร็วในการควบคุมทิศทาง
รถ(Quick Steer)
4.การควบคุมโดยตัวผู้ขี่เอง (Rider Input)
5.คือการเลี้ยว สองจังหวะ (Two-Step Turning)
เนื้อหาในห้องเรียน มีรายละเอียดยิบย่อย เป็นเทคนิคล้วนๆ ลงลึกซึ่งส่วนนี้ได้ประโยชน์มากมันทำให้เราเห็นแนวคิดใหม่ๆ เกี่ยวกับการควบคุมมอเตอร์ไซด์และเมื่อจบทฤษฎี แต่ล่ะส่วนแต่ล่ะกลุ่มต้องลงไปในสนาม เพื่อฝึกตามที่
เรียนมา

ลงสนามวอร์มตามโค้ท
หลังจากเรียนเนื้อหา หัวข้อแรกครูจะให้กลุ่มนั้นๆ ลงไปแต่งตัวเพื่อลงสนามรอบแรก20 นาทีแล้วก็วนมาเรียนในห้องเรียนใหม่อีก วนแบบนี้ไปทุกกลุ่ม รอบแรกของสนามคือการวอร์มอัพ ให้นักเรียนขี่ตามรถยนต์BMWที่ใช้เป็นรถนำ เพื่อให้แน่ใจว่าทุกคน รู้จักโค้ง รู้จักสนาม สัญญาณธงและกติกาความปลอดภัยของสนาม สำหรับผมดีหน่อย สนามช้างฯนั้น คุ้นเคยเพราะมีโอกาสขับรถยนต์ และมอเตอร์ไซด์ที่นี่มาก่อน การวิ่งแบบเรซซิ่งไลน์จึงมีอยู่ในหัวแต่สำหรับ บางคนที่ไม่เคยต้องใช้เวลา ส่วนใหญ่นักเรียนปรับตัวได้เพราะดูแล้วแต่ล่ะท่านที่มาน่าจะมีประสบการณ์ในสนามพอสมควร

ชุดเรซซิ่ง สูท
ขอเอามาพร้าวห้าวมาขายสวนหน่อยเผื่อท่านที่ต้องการศึกษาเรื่อง อุปกรณ์และชุดขับขี่
1.หมวกนิรภัย ขี่แบบเรซซิ่ง ต้องใช้หมวกแบบเต็มใบปิดหน้ามีสายรัดคางแบบมาตรฐานสูงควรจะใช้หมวกที่มีการรับรอง ทรงหมวกควรจะเหมาะกับเรซซิ่งคือเวลาขี่มันต้องก้มหน้า ควรเลือกชิวหน้าที่กว้างเพื่อไม่ให้บังทัศนวิสัยเวลาก้ม ส่วนยี่ห้ออะไรแล้วแต่กำลังเงินถ้านักขี่สายอเมริกา ออสเตรเลียก็จะมียี่ห้ออย่างเบล หรือ Sharkแต่ผมเห็นสายยุโรปและเอเซียไม่พ้นยี่ห้อดังอย่างAria AGV
2.ชุดเซฟตี้นั้นสำคัญมากสำหรับผม ใช้ชุดเรซซิ่ง สูท จาก Candy Stripe Moto ซึ่งกว่าจะหาเจอต้องวิ่งไปถึงตลาดไทย Candy Stripe Moto เป็นขั้นกว่าของเรซซิ่งสูทที่หาได้ในเมืองไทย (ยกเว้นชุดเพื่อการแข่งโดยเฉพาะ) จากแนวคิดคือ “สั่งตัด” ทำให้กำหนดสเปค ความปลอดภัยได้ ผมใส่แล้วโอเคมากใส่ทั้งวันเช้าจรดเย็นเลยทีเดียว เกี่ยวกับชุดก็สำคัญมาก ถ้ามีกำลังก็เลือกยกระดับความปลอดภัยขึ้นไป เช่น ความหนาของหนัง ระบบรองรับแรงกระแทกต่างๆ ตัวชุดควรมีซิปที่ถอดใส่ง่ายและปลอดภัย ช่วงรอยต่อแขนขาควรยืดหยุ่นเพื่อความสะดวกสบาย ขนาดต้องฟิตพอดีตัวไม่หลวม เพราะเวลาล้มจะช่วยให้เกิดการบิดตัวของชุดน้อย เรซสูทต้องเป็นชิ้นเดียวจะขี่ง่ายและปลอดภัยกว่า2ชิ้นเพราะหากว่า เป็นแบบสองชิ้นจะมีการให้ตัวของชุดการคุมรถจะยากเข้าไปอีก
3.รองเท้าถุงมือ ควรเป็นแบบเต็มข้อ บ้านเราเมืองร้อนหาแบบที่มีแอร์โฟร์ด้วยจะดีมาก
4.รองหมวก อินเนอร์ เป็นชุดชั้นในสำหรับไม่ให้เรซสูทที่เป็นหนังติดตัวเราเวลาถอดหรือใส่ช่วยซับเหงื่ออินเนอร์คุณภาพจะทำให้ไม่ร้อน ซึ่งมีขายหลายระดับหลายเกรดราคาแพงอยู่พอสมควร
รวมค่าชุดอุปกรณ์เหล่านี้ก็ตึกครึ่งแสนกว่าๆ แต่เพื่อความปลอดภัยไม่ต้องมานั่งทำแผลสมควรมีไว้หากใจรัก

โค้ท Aaron Rogers

ผมได้โค้ท Aaron Rogers ผู้เป็นครูฝึกของ California Superbike School สาขา ออสเตรเลีย ซึ่งโค้ท แอรอนแกพูดภาษาไทย คล่องแคล้วเพราะมีภรรยาเป็นคนไทยการเรียนการสอน เพื่อ อธิบายจุดอ่อนจุดแข็งของนักเรียน ในสนาม นั้น ใช้ครูฝึก จำนวนมาก เพราะสัดส่วนครูฝึกต่อนักเรียน 4 ต่อ1 คนจากรอบวอร์มอัพแล้วก็เป็นเรื่องของการทำตามทฤษฎี โดยจะมีครูฝึกขี่นำแล้วเราขี่ตามซึ่งโค้ทจะทำหน้าที่ขี่ประกบแบบตัวต่อตัวสอนแต่ล่ะเทคนิค
เซ็คชั่น 20 นาทีก็นานพอสมควรก่อนเข้าพิท มาที่โต๊ะโค้ทเพื่อบรี๊ฟว่า นักเรียนทำตามแบบฝึกหัดได้ดีหรือไม่อย่างไรและ นักเรียนต้องปรับปรุงอะไรบ้าง

การเรียนจริงจังมากช่วงเช็คชั่นแรกการฝึกความเร็วรถไม่สูงแต่ก็ยากเช่น ใช้เกียร์4 ห้ามเบรก หรือไม่ก็ใช้ได้ 3 -4 เกียร์ มีเบรกเล็กน้อย จนกระทั้งเช็กชั่นท้ายๆ ให้ใช้ทุกเทคนิค เพื่อขับขี่ให้เร็วขึ้นปล่อยให้บิดกันหมดปลอกอย่างสนุกสนานมีบ้างที่ล้มลงไปแต่ไม่มีใครเป็นอะไร
 การอบรมครั้งนี้ ถือว่าช่วยเพิ่มทักษะทำให้ขี่รถได้สนุกและหลากหลายรูปแบบมากขึ้นที่สำคัญคือขี่ได้ปลอดภัยมากขึ้นจักรยานยนต์ ทางตรงใครๆก็ขี่ได้แต่ สิ่งที่ยากคือทางโค้ง และการเรียนล่าสุด คือ การค้นหาศิลปะใหม่แห่งการเข้าโค้ง ให้กับตัวเอง