เวทีBIMS18 ยลโฉมรถใหม่ (1)(เฉพาะที่เปิดครั้งแรกในเมืองไทย)

รถใหม่ที่น่าตื่นเต้น สำหรับงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 39 (BIMS2018) thaiautopress หยิบเอารถใหม่ที่เปิดตัวครั้งแรกบนเวทีแห่งนี้มาให้ชมกัน

ออดี้  A8 L

       ออดี้ ไทยแลนด์  แนะนำ  The new  Audi  A8 L (ออดี้ เอ8 แอล) ลักชัวรีซีดานใหม่ เป็นรถยนต์รุ่นแรกของออดี้ ที่สะท้อนถึงการออกแบบยุคใหม่ที่ก้าวล้ำนำสมัยทุกมิติทำให้ได้ยนตรกรรมที่มีความหรูหราทันสมัย ความสะดวกสบายเต็มเปี่ยมไปด้วยอารมณ์สปอร์ต สมรรถนะที่พร้อมตอบสนองทุกการขับขี่ อีกทั้งยังสะท้อนถึงรสนิยมได้เป็นอย่างดี

จุดเด่นของรถคือ การดีไซน์ที่ล้ำสมัยและระบบปฏิบัติการภายในรถที่ถูกปฏิวัติใหม่ ไฟหน้าเป็นแบบแมทริกซ์ แอลอีดี โดยชุดไฟหน้าประกอบไปด้วยไฟ LED ข้างละ 84 ดวง ควบคุมการทำงานอิสระ

โครงสร้างรถน้ำหนักเบา และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อออกมาได้อย่างลงตัว มาพร้อมกับเครื่องยนต์เบนซิน mild hybrid แบบ V 6 สูบ มีทั้งหมด 6 สี ให้เลือกเป็นเจ้าของถึง 2 รุ่นในราคาสุดคุ้มค่าคือ รุ่น A8 L 55 TFSI quattro Premium เครื่องยนต์เบนซิน 340 แรงม้า ราคา 6,799,000 บาท และ A8 L 55 TFSI quattro Prestige เครื่องยนต์เบนซิน 340 แรงม้า ราคา 7,999,000 บาท

BMW X2 sDrive20i M Sport X

ปีนี้บีเอ็มดับเบิลยู ยังมาแรงเต็มพื้นที่ ตรงข้ามเมอร์เซเดส-เบนซ์ โดยแนะนำ สมาชิกใหม่ในตระกูล X ของบีเอ็มดับเบิลยู มาในรูปทรงโฉบเฉี่ยวภายใต้ดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ ผสานสไตล์สปอร์ตคูเป้เข้ากับความแข็งแกร่งในรูปแบบของยนตรกรรมตระกูล X ทั้งยังสร้างมิติให้รถดูกว้างยิ่งขึ้นด้วยกระจังหน้าไตคู่ที่มีรูปทรงส่วนฐานล่างกว้างกว่าด้านบน โดย BMW X2 ยังเป็นรุ่นแรกในตระกูล X ที่มีตราใบพัดสีฟ้าอยู่บน C-pillar ในดีไซน์ที่คล้ายกับรถระดับตำนานของบีเอ็มดับเบิลยู อย่าง 2000 CS และ 3.0 CSL

บีเอ็มดับเบิลยู X2 เสริมความสปอร์ตด้วยชุดแต่ง M Sport X โดดเด่นด้วยสเกิร์ตและซุ้มล้อสี Frozen Grey ที่ตัดกับสีตัวถัง เติมเต็มด้วยท่อไอเสียแบบคู่และล้ออัลลอยลาย Y-spoke ขนาด 19 นิ้ว มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์เบนซิน เทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo 4 สูบ รีดพละกำลัง 192 แรงม้า ที่ 5,000-6,000 รอบ/นาที แรงบิด 280 นิวตันเมตร ที่ 1,350-4,600 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัต Steptronic คลัตช์คู่ 7 จังหวะ ทำความเร็วสูงสุด 227 กิโลเมตร/ชั่วโมง

พร้อมด้วยโหมดการขับขี่รูปแบบต่างๆ ที่สามารถเปลี่ยนผ่านปุ่ม Driving Experience Control โดยบีเอ็มดับเบิลยู X2 มีให้เลือก 3 โหมด เริ่มจาก COMFORT ซึ่งเป็นการขับขี่แบบปกติ รวมถึงโหมดประหยัดพลังงานอย่าง ECO PRO และโหมด SPORT เพื่อการตอบสนองที่ยอดเยี่ยมทั้งในเรื่องของพละกำลังและการควบคุมรถที่เฉียบคมมากยิ่งขึ้น

หลังคากระจกแบบ Panorama สองส่วน เป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ของบีเอ็มดับเบิลยู X2 โดยส่วนหน้าสามารถเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า ภายในเสริมการใช้งานด้วยหน้าจอ Control Display ขนาด 8.8 นิ้ว ปุ่มควบคุม iDrive พร้อมระบบสัมผัส รวมถึง BMW Head-Up Display แสดงข้อมูลที่กระจกหน้าฝั่งคนขับ เสริมความสปอร์ตด้วยชุดแต่งภายใน M Sport X เบาะผ้า Micro Hexagon และ Alcantara สีดำแอนทราไซต์ ตอบโจทย์การใช้งานด้วยพื้นที่เก็บของความจุสูงสุด 470 ลิตร

ฟอร์ด Ranger Raptor ราคาที่รอคอย

ค่ายฟอร์ด นั้นไม่มีรถใหม่ใดๆ นอกจาก เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คนรอคอยเวลา ว่าจะประกาศเท่าไรระหว่าง 1.5-1.7 ล้านบาทคงอีกไม่นานจะได้ทราบ
เรนเจอร์ แรพเตอร์ ได้รับการออกแบบ, ผลิต และทดสอบ จากทีมฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ หวังที่จะสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับเซ็กเมนต์ตลาดรถกระบะ ในฐานะรถกระบะสมรรถนะสูงของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ที่ออกแบบมาเพื่อนักขับขี่สไตล์ออฟโรดตัวจริง ตอกย้ำความมุ่งมั่นของฟอร์ดในการส่งมอบรถกระบะสายพันธุ์เกิดมาแกร่งให้กับผู้บริโภคในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

แชสซีได้รับการออกแบบใหม่มาเป็นพิเศษสำหรับการขับขี่ออฟโรดความเร็วสูงและทนต่อแรงกระแทกที่อาจเกิดจากการขับขี่โดยเฉพาะ ส่งผลให้รูปลักษณ์ของตัวรถดูใหญ่ขึ้นในทุกมิติ มาพร้อมความสูงถึง 1,873 มิลลิเมตร ความกว้าง 2,180 มิลลิเมตร และความยาว 5,398 มิลลิเมตร ระยะช่วงล้อหน้าและหลังกว้างขึ้นเป็น 1,710 มิลลิเมตร ความสูงใต้ท้องรถเพิ่มขึ้นเป็น 283 มิลลิเมตร มาพร้อมมุมไต่ที่ 32.5 องศา มุมคร่อมที่ 24 องศา และมุมจากที่ 24 องศา

มาพร้อมกับแผงกันกระแทกด้านล่างอันเป็นเอกลักษณ์ ที่ช่วยปกป้องห้องเครื่องจากการกระแทก ผลิตจากเหล็กกล้าที่หนาถึง 2.3 มิลลิเมตร และมีความทนทานสูงตามมาตรฐานของฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ สอดรับกับแผงกันชนหน้าสีเงิน ทั้งยังมีชุดกันกระแทกด้านล่างที่ป้องกันเครื่องและระบบส่งกำลัง โดยทั้ง 3 ส่วนนี้จะช่วยปกป้องชิ้นส่วนสำคัญต่างๆ อาทิ หม้อน้ำ, ระบบพวงมาลัยไฟฟ้า, ชุดสายพานหน้าเครื่อง, คานล่างด้านหน้า, อ่างน้ำมันเครื่อง และชุดเฟืองขับส่วนหน้า

ทรงพลังด้วยเครื่องยนต์ดีเซลใหม่แบบ Bi-Turbo ขนาด 2.0 ลิตร ให้พละกำลังสูงสุดถึง 213 แรงม้า และแรงบิดที่มากถึง 500 นิวตันเมตร ทั้งยังประหยัดน้ำมันเพิ่มมากขึ้นด้วยน้ำหนักที่น้อยลง รวมถึงระบบเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ซึ่งผลิตจากวัสดุเหล็กกล้า, อะลูมิเนียมอัลลอย และคอมโพสิท ประสานการทำงานของเครื่องยนต์, ระบบเกียร์, เพลา, พวงมาลัย, เบรก และระบบควบคุมพวงมาลัยแบบอิเล็กทรอนิกส์ ตอบสนองการขับขี่แบบออฟโรดโดยเฉพาะ

 ฮอนด้า Civic Hatchback RED

                ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) ยังคงเติมสีสันให้กับงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 39 ด้วย การใช้สีแดงเป็นหลัก ซึ่งเป็นคอนเซ็ปในอนาคนของการเปลี่ยนคาแรคเตอร์แบรนด์ฮอนด้า  บนเวที นำเอา ซีวิค แฮตช์แบ็ก สีแดงแรลลี่ ซึ่งมาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร DOHC VTEC TURBO ส่งกำลังด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติ CVT ใหม่ ที่พัฒนาภายใต้เทคโนโลยีเอิร์ธดรีม ให้กำลังสูงสุด 173 แรงม้า ที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุดที่ 220 นิวตัน-เมตร ที่ 1,700-5,500 รอบ/นาที

ภายใต้เทคโนโลยีหัวฉีดไดเร็กอินเจ็กชั่น ฉีดจ่ายเชื้อเพลิงเข้าสู่ห้องเผาไหม้โดยตรง พร้อมการออกแบบท่อไอดีแบบตรง และเทอร์โบชาร์จเจอร์ที่ช่วยอัดอากาศเข้าสู่ห้องเผาไหม้ของเครื่องยนต์ได้เร็วขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเผาไหม้ ซึ่งให้กำลังเทียบเท่าเครื่องยนต์ขนาด 2.4 ลิตร แต่มีอัตราการประหยัดน้ำมันเทียบเท่าเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร

ห้องโดยสารให้ความสะดวกสบาย และกว้างขวาง ตอบรับทุกความต้องการที่หลากหลายด้วยพื้นที่บรรทุกสัมภาระด้านท้ายที่จุได้ถึง 414 ลิตร โดยพนักพิงของเบาะหลังสามารถปรับพับแยกได้แบบ 60:40 ซึ่งหากปรับพับเบาะที่นั่งด้านหลังลงทั้งหมด จะช่วยเพิ่มพื้นที่ความจุได้มากยิ่งขึ้น ทั้งยังติดตั้งม่านปิดสัมภาระที่สามารถเลือกปิดเก็บได้ทั้งซ้ายหรือขวา เพื่อป้องกันการมองเห็นสัมภาระที่อยู่ด้านท้าย

เสริมด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยอันล้ำสมัย อาทิ กล้องส่องภาพด้านหลังปรับมุมมอง 3 ระดับ ระบบเบรกมือไฟฟ้า (Electric Parking Brake) ระบบ Auto Brake Hold สัญญาณไฟฉุกเฉินอัตโนมัติขณะเบรกกะทันหัน (ESS) และระบบล็อกรถอัตโนมัติเมื่อกุญแจรีโมตอยู่ห่างจากตัวรถ (Walk Away Auto Lock ) และถุงลม 6 ตำแหน่ง ได้แก่ ถุงลมคู่หน้า Dual SRS ถุงลมด้านข้างคู่หน้าแบบอัจฉริยะ i-Side Airbag และม่านถุงลมด้านข้าง Side Curtain Airbags

อีซูซุ แต่งเต็ม  MU-X The ICONIC

ค่ายเบอร์1 ของรถเพื่อการพาณิชย์ปีนี้ แนะนำ อีซูซุมิว-เอ็กซ์ ดิ ไอโคนิค มีให้เลือกทั้งเครื่องยนต์ 1.9 และ 3.0 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ ส่งกำลังด้วยชุดเกียร์อัตโนมัติ ขับเคลื่อน 2 ล้อ พร้อมช่วงล่างที่นุ่มนวล รวมถึงเทคโนโลยีและฟังก์ชันต่างๆ เสริมความสปอร์ตด้วยชุดแต่ง ICONIC STYLE เติมความหล่อด้วยล้ออัลลอยรุ่นพิเศษ ICONIC CROSS ขนาด 18 นิ้ว ส่วนในห้องโดยสารเติมความดุดันด้วยวัสดุสีโทนเข้มอย่าง LAVA BLACK เสริมประสิทธิภาพการใช้งานด้วย Digital TV Tuner นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับสปอยเลอร์หลังคาด้านหลัง เติมความสปอร์ตได้เป็นอย่างดี

รวมถึงไฟหน้า Bi-LED ซึ่งมาพร้อมไฟ Daylight ในโคมและเส้นนำแสง LED Guiding Light ด้านความบันเทิงมาพร้อมเครื่องเล่น DVD ขนาด 8 นิ้ว iConnect เสริมด้วย Built-in Navigator เอาใจสายโซเชียลมีเดียด้วยช่องเสียบอุปกรณ์ไฟฟ้า AC220 โวลต์ และช่องเสียบ USB บริเวณคอนโซลกลาง รวมถึงกระจกมองหลังแบบปรับลดแสงอัตโนมัติ พร้อมกล้องบันทึกภาพด้านหน้ารถ DVR

ด้านขุมพลังรุ่น 1.9 Ddi Blue Power มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ รหัส RZ4E-TC ขนาด 1.9 ลิตร 1,898 ซี.ซี. Commonrail Direct Injection เทอร์โบแปรผัน VGS Turbo และ Intercooler รีดพละกำลังได้สูงสุด 150 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตร ที่ 1,800-2,600 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ Rev tronic

ส่วน 3.0 Ddi Blue Power ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดีเซล รหัส 4JJ1-TCX ขนาด 3.0 ลิตร 2,999 ซีซี. Commonrail Direct Injection เทอร์โบแปรผัน VGS Turbo และ Intercooler พละกำลังสูงสุด 177 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 380 นิวตันเมตร ที่ 1,800-2,800 รอบ/นาที จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ Rev Tronic เช่นกัน

 

จากัวร์  E-Pace
จากัวร์ ทะยอยส่งรถใหม่เข้าตลาดไทยล่าสุดคือ อี-เพซ ใหม่ คอมแพ็คเอสยูวี ที่มาภายใต้รูปลักษณ์อันโฉบเฉี่ยวสไตล์สปอร์ต พร้อมด้วยพื้นที่ห้องโดยสารกว้างขวางรองรับผู้โดยสาร 5 ที่นั่ง ซึ่งเป็นการต่อยอดด้านสมรรถนะจากจากัวร์ เอฟ-เพซ รวมถึงรูปลักษณ์อันโดดเด่นสะดุดตาตามแบบฉบับรถยนต์สปอร์ตจากจากัวร์ เอฟ-ไทพ์ การออกแบบภายนอกถ่ายทอดความเป็นจากัวร์อย่างเด่นชัดด้วยกระจังหน้าที่เป็นเอกลักษณ์ ด้วยรูปทรงของช่วงหน้าที่สั้นแต่มีส่วนโค้งเว้าของตัวรถที่ดูแข็งแกร่งทรงพลัง

รวมถึงความลาดเอียงของโครงหลังคาที่สอดรับกับหน้าต่างด้านข้างตัวรถ โชว์ให้เห็นถึงความเป็นสายพันธุ์สปอร์ตของจากัวร์ได้อย่างชัดเจน สำหรับ จากัวร์ อี-เพซ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดีเซล Ingenium ให้กำลังสูง 150 แรงม้า แรงบิด 380 นิวตันเมตร อัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ภายใน 10.5 วินาที อัตราการปล่อยก๊าซ CO2 อยู่ที่ 147 กรัม/กม. ส่งกำลังด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ

จากัวร์ อี-เพซ เป็นยนตรกรรมที่มีระบบการเชื่อมต่อแบบดิจิทัลที่อัจฉริยะมากที่สุดในรุ่น ด้วยเทคโนโลยีล่าสุดในระบบอินโฟเทนเมนต์ที่มาพร้อมหน้าจอแสดงผลแบบสัมผัส สามารถเชื่อมต่อแอปพลิเคชันได้ง่ายดายยิ่งขึ้น ทั้งยังมีจุดชาร์จแบตเตอรี่ขนาด 12 โวลต์ถึง 4 จุด รวมถึง 5 ช่องเสียบ USB ซึ่งทั้งหมดนี้รวมอยู่ภายใต้รูปลักษณ์ของรถยนต์สปอร์ต

 

มาสด้าแดงทั้งเวทีชูโรงด้วย Mazda3

มาสด้า เติมความสดใหม่ให้กับ Mazda3 ซัพคอมแพ็คคาร์ระดับพรีเมียมสัญชาติญี่ปุ่น ที่ยังคงมาพร้อมกับการออกแบบ “โคโดะ ดีไซน์” อันเป็นเอกลักษณ์ สะท้อนความโดดเด่นสง่างามเข้ากับกับเทคโนโลยีสกายแอคทีฟ และระบบควบคุมสมรรถนะการขับขี่อัจฉริยะ G-Vectoring Control เพิ่มความโดดเด่นด้วยการเพิ่มอุปกรณ์มาตรฐานต่างๆ แต่ขยับราคาเพิ่มขึ้นเล็กน้อย

ยังคงไว้ซึ่งความเป็นรถสปอร์ต ผสานการทำงานกับเครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซิน ขนาด 2.0 ลิตร ที่ให้ทั้งความแรงและประหยัดน้ำมัน โดยมีอัตราส่วนการอัดสูงที่สุด 14.0:1 ประหยัดน้ำมันสูงสุด 15.6 กม./ลิตร มาพร้อมเกียร์อัตโนมัติสกายแอคทีฟ 6 สปีด ที่ตอบสนองได้อย่างแม่นยำ มีรูปแบบตัวถังให้เลือกทั้งแบบซีดาน 4 ประตู และแบบแฮตช์แบ็ก 5 ประตู

รวมถึงเทคโนโลยีการเชื่อมต่อโลกการสื่อสารด้วย MZD CONNECT พร้อมหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว และปุ่มควบคุม Center Commander เสริมความสะดวกสบายให้กับการใช้งาน ทั้งยังมาพร้อมระบบความปลอดภัยระดับโลก  i-ACTIVSENSE ที่ครบครันยิ่งขึ้น ภายใต้สีใหม่ล่าสุด โซล เรด คริสตัล ที่เพิ่มภาพลักษณ์ความสปอร์ตพรีเมียมให้กับ Mazda3 มากยิ่งขึ้น

โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีอันทันสมัยรอบคัน ทั้งระบบแสดงภาพ 360 องศา รอบทิศทางที่ทำให้การมองเห็นนั้นมีความชัดเจนรอบคันในมุมมองแบบ top view พร้อมกล้องทั้งสี่จุดบริเวณด้านหน้า ด้านหลังและกระจกมองข้าง รวมถึงไฟหน้าแบบ LED โปรเจกเตอร์ พร้อม Daytime Running Light ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแยกซ้าย-ขวา พร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ และเบาะนั่งด้านคนขับแบบปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง

 

เบนซ์จัดเต็ม  CLS 300 d AMG Premiumใหม่

รถใหม่ของค่ายตราดาว 3 แฉกคือ new CLS 300 d AMG Premium มาพร้อมเครื่องยนต์ 4 สูบ ระบบเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ 9G-TRONIC และระบบเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้อย่างรวดเร็ว รีดพละกำลังสูงสุด 245 แรงม้า ที่ 4,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตร ที่ 1,600-2,400 รอบ/นาที เร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ภายในเวลา 6.4 วินาที ทำความเร็วสูงสุดที่ 250 กิโลเมตร/ชั่วโมง

โดดเด่นด้วยกระจังหน้าแบบ diamond-pattern grille ที่มีเส้นตัดแบ่งเส้นเดียวอันเป็นเอกลักษณ์ของรถยนต์แบบคูเป้ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ พร้อมเส้นสายที่ดูกว้างและมีลักษณะทอดตัวลงไปที่พื้น คล้ายกับ Mercedes-AMG GT ทั้งยังมาพร้อมกับหลังคาซันรูฟเลื่อนเปิด-ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า รวมถึงกันชนหน้า-หลัง และสเกิร์ตดีไซน์สปอร์ตจาก AMG เสริมด้วยล้ออัลลอยสปอร์ตจาก AMG แบบ 5 ก้านคู่ ขนาด 19 นิ้ว

ภายในห้องโดยสารเรียบหรู ทว่าเพิ่มความพิเศษด้วยการติดตั้งไฟประดับที่ช่องลมของเครื่องปรับอากาศ เสริมรูปลักษณ์ของช่องลมที่ดูคล้ายเครื่องยนต์ของเครื่องบินเจ็ตให้โดดเด่นและสวยงามยิ่งขึ้น เสริมด้วยการเปลี่ยนสีเมื่อมีการปรับอุณหภูมิ รวมถึงการออกแบบแผงหน้าปัดสำหรับผู้ขับขี่แบบดิจิทัล โดยผู้ขับขี่สามารถเลือกรูปแบบการแสดงผลของแผงหน้าปัดได้ 3 แบบ

เสริมสมรรถนะการใช้งานด้วยระบบ DYNAMIC SELECT ที่มีโหมดการขับขี่อันหลากหลาย รวมถึงระบบกุญแจ KEYLESS-GO พร้อมด้วย HAND-FREE ACCESS และระบบเสริมด้านความปลอดภัยอีกมากมาย ทั้งยังมาพร้อมกับระบบนำทาง และระบบเสียงรอบทิศทาง Burmester® รวมถึงฟังก์ชันเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือ Apple Carplay & Android Auto และระบบ Bluetooth สำหรับเชื่อมต่อโทรศัพท์เคลื่อนที่

 

มิตซูบิชิ อัพเกรด Pajero Sport

มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต ใหม่ เพิ่มความสปอร์ตพรีเมียมด้วยชุดแต่งพิเศษ เน้นไปที่การยกระดับความหรูหราของห้องโดยสาร เริ่มจากคอนโซลกลางเสริมด้วยวัสดุผิวนุ่มบริเวณด้านข้าง รวมถึงมาตรวัดเรืองแสงไฮคอนทราสต์พร้อมการแสดงผลแบบสามมิติ และระบบฟอกอากาศภายในห้องโดยสาร พร้อมด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ อาทิ ช่องจ่ายกระแสไฟ AC 220 โวลต์ และช่องต่ออุปกรณ์ USB 2 ตำแหน่ง รวมไปถึงช่องเก็บสมาร์ตโฟนที่เบาะนั่งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร

เสริมด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยเชิงป้องกัน เช่น ระบบเตือนการชนด้านหน้าตรงพร้อมระบบชะลอความเร็ว ซึ่งใช้เทคโนโลยีเรดาร์แบบคลื่นมิลลิเมตรในการตรวจจับรถยนต์คันหน้าและหลีกเลี่ยงการชน และระบบตัดกำลังเครื่องยนต์ชั่วขณะเมื่อเหยียบคันเร่งอย่างรุนแรงและรวดเร็ว ช่วยป้องกันการเหยียบคันเร่งผิดพลาดไปด้านหน้าและด้านหลังขณะรถจอดนิ่ง รวมถึงระบบสัญญาณเตือนจุดอับสายตา

สำหรับ มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต ใหม่ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดีเซล MIVEC VG Turbo ที่มาพร้อมเสื้อสูบและฝาสูบอะลูมินัมอัลลอย ขนาดความจุ 2.4 ลิตร เพื่อการเผาไหม้ที่มีประสิทธิภาพ ทั้งยังช่วยให้เครื่องยนต์มีแรงบิดดีขึ้นในรอบต่ำ ทั้งยังลดมลพิษและประหยัดน้ำมันยิ่งขึ้น ให้พละกำลังสูงสุด 181 แรงม้า ที่ 3,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 430 นิวตันเมตร ที่ 2,500 รอบ/นาที

ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด ด้วยอัตราทดเกียร์เดินหน้า 8 ระดับ พละกำลังจึงถูกถ่ายทอดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งยังมอบการขับขี่ที่นุ่มนวลและช่วยประหยัดน้ำมันยิ่งขึ้น โดยระบบส่งกำลังมาพร้อมระบบควบคุมและตัดกำลังไปยังเพลาขับแบบอัตโนมัติ ช่วยลดการสูญเสียพลังงานที่เกิดจากทอร์กคอนเวอร์เตอร์เมื่อตัวรถจอดนิ่งโดยที่เกียร์อยู่ในตำแหน่ง “D” เพื่อช่วยลดอัตราสิ้นเปลืองของน้ำมัน

 

ซูซูกิ Swift คันนี้เล็กดีรถโต

  ซูซูกิ สวิฟท์ รุ่นใหม่ นับเป็นเจเนอเรชันที่ 3 ที่ดำเนินการอยู่ในอีโคคาร์ ถูกพัฒนาขึ้นภายใต้คอนเซปต์ “INNOVATION-Fun & Sporty” มิติของตัวรถซึ่งความสูงอยู่ที่ 1,495 มิลลิเมตร และกว้างขึ้น 40 มิลลิเมตร ทำให้มีความสปอร์ตและดูปราดเปรียวมากขึ้น

เครื่องยนต์ใหม่รหัส K12M ขนาด 1.2 ลิตร เทคโนโลยีใหม่คือหัวฉีดคู่หรือ DUALJET ที่จะเพิ่มประสิทธิภาพในการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ให้กำลังสูงสุด 83 แรงม้า (61 กิโลวัตต์) พร้อมแรงบิดสูงสุด 108 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติแบบซีวีที จึงประหยัดน้ำมันกว่าเดิมมากกว่า 23 กม. ต่อลิตร

ด้านความปลอดภัยมีการนำแพลตฟอร์มใหม่ HEARTECT มาใช้เพื่อช่วยให้รถมีน้ำหนักน้อยลงแต่คงความแข็งแกร่งและช่วยประหยัดน้ำมัน รวมถึงโครงสร้างตัวถังแบบ TECT ช่วยให้น้ำหนักรวมของตัวรถลดลงจากรุ่นก่อนถึง 65 กิโลกรัม

พร้อมระบบ TCS ช่วยในการควบคุมรถขณะขับขี่บนถนนลื่นหรือในทางโค้ง และยังเหมาะกับการขับในเมืองด้วยระบบ IDLING STOP ที่ช่วยลดการสิ้นเปลืองน้ำมันขณะรถหยุดนิ่ง ขับขี่อย่างมั่นใจในทุกเส้นทางด้วยระบบ Hill Hold Control ที่จะช่วยออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน และปลอดภัยมากขึ้นด้วยถุงลมนิรภัย SRS ถึง 6 ตำแหน่ง

ซูซูกิ สวิฟท์ ใหม่ มีให้เลือกทั้งหมด 6 สี ได้แก่ Ablaze Red Pearl, Star Silver Metallic, Mineral Gray Metallic, Super Black Pearl และ 2 สีใหม่ คือ Speedy Blue Metallic และ Pure White Pearl โดยมีทั้งหมด 4 รุ่นด้วยกัน ได้แก่ GA CVT, GL CVT, GLX CVT และ GLX-Navi CVT

โตโยต้า  C-HR กระแสดี

โตโยต้า  C-HR รถคอมแพคเอสยูวีใหม่ ที่ได้รับการออกแบบเพื่อแสดงถึงการก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของรถยนต์นั่งภายใต้แนวคิด “LIVE ALIV” ด้วยดีไซน์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรูปทรงของเพชร สะท้อนถึงรูปแบบพื้นผิวของอัญมณีที่มีความประณีตในการเจียระไน พร้อมด้วยเทคโนโลยีใหม่ New Generation of Hybrid ระบบไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ที่ได้รับการพัฒนาให้แบตเตอรี่มีขนาดเล็กลง แต่เก็บประจุไฟฟ้าและประหยัดน้ำมันมากขึ้น ด้วยอัตราการประหยัดน้ำมันสูงถึง 24.4 กม./ลิตร

โครงสร้าง TNGA (Toyota Global New Architecture) ถูกพัฒนาขึ้นโดยการออกแบบโครงสร้างตัวถังใหม่ให้แข็งแกร่งและมีจุดศูนย์ถ่วงต่ำลง ลดการโคลงตัวของตัวถัง โดดเด่นเรื่องประสิทธิภาพการเกาะถนน คล่องตัว รวมถึงการออกแบบห้องโดยสารเพิ่มทัศนวิสัยของผู้ขับขี่ให้กว้างขึ้นลดจุดอับสายตา ช่วงล่างด้านหลังแบบอิสระปีกนกคู่ (Double Wishbone Suspension)

สำหรับรุ่น 1.8 Entry ซึ่งเป็นเครื่องยนต์เบนซินตัวล่างสุด ภายในจะเป็นสีดำ เบรกมือไฟฟ้า กระจกมองข้างปรับพับไฟฟ้า ระบบครูสคอนโทรล ไฟหน้าเปิดปิดอัตโนมัติ ไฟเตือนแรงดันลมยาง กล้องมองหลัง เซ็นเซอร์รอบคัน 8 ตำแหน่ง และระบบ ABS EBD BA VSC TRC HAC ส่วนในรุ่น 1.8 MID จะเพิ่มอุปกรณ์มาตรฐานจากรุ่นล่างสุด คือ ภายในสีน้ำตาล เบาะหนัง ระบบ Push start Smart Entry ดันหลังไฟฟ้าเบาะคนขับ ไฟตัดหมอกหน้า

ขณะที่ 1.8HV Mid ซึ่งขับเคลื่อนเครื่องยนต์ไฮบริดนั้น จะเพิ่มทางเลือกคือ มีหลังคาสีดำ และอุปกรณ์เพิ่มเติมขึ้นมาอีกได้แก่ ระบบ Telematics ระบบ EV mode ระบบปรับระดับไฟหน้าอัตโนมัติ ไฟเลี้ยวหน้าแบบ LED Sequential ไฟหน้าแบบ Bi-Beam LED

อ่านต่อ Click