เมอร์เซเดส-เบนซ์ E 350 e :หรือว่าดีเซลจะไม่ยั่งยืน

    E 350 e  รถใหม่จากเมอร์เซเดส-เบนซ์​แถลงข่าวอย่างเป็นทางการ ต่อสื่อมวลชนไปเมื่อ 15 พ.ค.60 ที่ผ่านมาโดย เป็นการเติมเต็มไลน์โปรดักซ์ของ อี-คลาส ตามความคาดหมายโดยก่อนหน้านี้เมอร์เซเดส เบนซ์ได้วางตลาดรถอี คลาส  3 รุ่นในร่นเครื่องยนต์ธรรมดาไปแล้ว 

ในประเทศไทย เมอร์เซเดส-เบนซ์ เคยนำเสนอรถยนต์ เทคโนโลยีเครื่องยนต์ดีเซล เป็นเจ้าแรกๆ และหลังจากนั้นก็มาเล่น ตลาดด้วยรถพลังงานทดแทนอย่าง NGT พอสายแก๊สเบาบางลงไปดูเหมือนดีเซล เอ็นจิ้นเกือบจะเป็นคำตอบของ เมอร์เซเดส-เบนซ์และรถหรูหราอีกหลายแบรนด์ จนกระทั่ง “ภาษี”สรรพสามิตใหม่ได้ประกาศใช้ เทคโนโลยี เบนซินและไฮบริดได้หวนกลับมาเป็นโปรดักซ์ไลน์ หลักของบรรดารถหรูหราอีกครั้ง โดยเมอร์เซเดส-เบนซ์นั้นปรับโครงสร้างนำเสนอรถ”ปลั๊กอินไฮบริด” เป็นหลักและมีแนวโน้มว่า เทคโนโนโลยีนี้ จะสำคัญต่อตลาดมากกว่าดีเซล รถของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ปลั๊กอินไฮบริด ครอบคลุมทั้งในกลุ่ม Contemporary Luxury และ SUV

อี คลาสคืออะไร 

อี-คลาส ( E-Class) เป็นรถยนต์ในกลุ่ม Contemporary Luxury ที่เป็นหัวใจสำคัญของแบรนด์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยอดขายกว่า50% มาจากรุ่นดังกล่าวนี้  อี-คลาส มีทุกองค์ประกอบ ของรถ สมบูรณ์ตามหลัก Sensual Purity รวมถึงเทคโนโลยียนตรกรรมใหม่ล่าสุด


แบรนด์ EQเปิดตัวแล้ว12รุ่น

การเปิดตัว  E 350 e  ครั้งนี้ทำให้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ มีผลิตภัณฑ์ ภายใต้แบรนด์ EQ – Electric Intelligence by Mercedes-Benz กว่า 12 รุ่น หลังจากที่ได้เปิดตัว 9 รุ่น อย่าง C 350 e Avantgarde, C 350 e Exclusive, C 350 e AMG Dynamic, C 350 e Estate, S 500 e Executive, S 500 e Exclusive, S 500 e AMG Dynamic, GLE 500 e 4MATIC Exclusive และ GLE 500 e 4MATIC AMG Dynamic มาแล้วเมื่อปี59 ที่ผ่านมา

 

3 เกรด E 350 e ไลน์อัพ

เมอร์เซเดส-เบนซ์E 350 e (Mercedes-Benz E 350 e) คือ รถยนต์ซีดานระดับพรีเมี่ยม เทคโนโลยีเครื่องยนต์ไฮบริด มีให้เลือก 3 ดีไซน์ด้วยกัน
1.Avantgarde
2. Exclusive
3. AMG Dynamic

ดีไซน์ภายนอก

E 350 e มีรูปลักษณ์ ตามแบบฉบับของรถยนต์ตระกูลอี-คลาส โดยรุ่น E 350 e Avantgarde มาพร้อมกับไฟหน้าแบบ LED High Performance
รุ่น The E 350 e Exclusive และ The E 350 e AMG Dynamic มาพร้อมกับไฟหน้าแบบ MULTIBEAM LED, ระบบส่องสว่างอัจฉริยะ (ILS – Intelligent Light System),ระบบปรับโคมไฟหน้ารถตามการเลี้ยวของพวงมาลัย (ALS – Active Light System), ระบบเพิ่มความส่องสว่างขณะเลี้ยวโค้ง (cornering light), ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ(Adaptive Highbeam Assist Plus)
E 350 e AMG Dynamic  เพิ่มล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตจาก AMG แบบ 5 ก้านคู่ ขนาด 19 นิ้ว,หลังคาพาโนรามิคซันรูฟเลื่อนเปิด-ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า,กันชนหน้า-หลัง และสเกิร์ตข้างดีไซน์สปอร์ตแบบ AMG,  ดิสก์เบรกหน้าแบบมีช่องระบายความร้อน และสัญลักษณ์ Mercedes-Benz บนคาลิปเปอร์ เบรกหน้า

เทคโนโลยีไฟหน้า MULTIBEAM LED โคมไฟหน้าแต่ละโคมจะประกอบด้วยหลอดไฟแอลอีดีประสิทธิภาพสูงจำนวน 84 หลอดที่ทำงานได้อย่างเป็นอิสระชุดไฟหน้าจะสามารถส่องพื้นถนนข้างหน้ารถได้โดยอัตโนมัติ อีกทั้งยังมีระดับความเข้มของแสงที่สว่างและเหมาะสมกับสภาพแวดล้อม โดยที่ไม่รบกวนสายตาของผู้สัญจรอื่นๆ

 

ดีไซน์ภายใน

ห้องโดยสารของ The E-Class ไดรับรางวัลจากงาน “Automotive Interiors Expo Awards” ประจำปี 2016
ในหัวข้อ “ห้องโดยสารยอดเยี่ยมสำหรับรถยนต์ที่ผลิตเพื่อการจัดจำหน่ายจริง  (the best interior of a standard-production automobile)” และ “นวัตกรรมยอดเยี่ยมแห่งปี” จากผลงานการออกแบบแผงควบคุมระบบสัมผัสบนคอพวงมาลัยในรถยนต์

ห้องโดยสารของรถยนต์ The E-Class คือผลลัพธ์ของการตีความแนวคิด Contemporary Luxury ใหม่ ผ่านการออกแบบห้องโดยสารให้ดูกว้างขวางและเปี่ยมไปด้วยคุณสมบัติมากมาย

เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังใช้นวัตกรรมที่ก้าวล้ำและอุปกรณ์ตกแต่งคุณภาพสูงเพื่อเติมเต็มประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าอารมณ์ให้กับทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสารตอนหน้า เพื่อให้สอดคล้องกับปรัชญา Sensual Purity ของแบรนด์ โดยรถยนต์ตระกูลอี-คลาสรุ่นมิได้เป็นเพียงรถยนต์ที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับรถยนต์ซีดานสำหรับผู้บริหารเท่านั้น แต่ยังเป็นเสมือน “สถานที่ที่ 3 (third place)” นอกเหนือไปจากบ้านและสถานที่ทำงาน ที่ผู้เป็นเจ้าของสามารถใช้เวลาเพลิดเพลินกับความหรูหราและร่วมสมัยได้ตลอดการเดินทาง

สำหรับ E 350 e ได้รับการออกแบบให้เบาะที่นั่งตอนหลังสามารถพับลงแบบ 1/3 และ 2/3 เพื่อความสะดวกในการบรรจุสัมภาระ ซึ่งรุ่น E 350 e Avantgarde และ  E 350 e Exclusive ภายในได้รับการตกแต่งสไตล์หรูหราเบาะนั่งหุ้มหนัง ARTICO พวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชั่นหุ้มหนัง nappa

ในขณะที่รุ่น E 350 e AMG Dynamic มาพร้อมกับเบาะนั่งหุ้มหนัง nappa, พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นแบบสปอร์ตท้ายตัดหุ้มหนัง nappa,

นอกจากนี้  E 350 e Exclusive และ The E 350 e AMG Dynamic  มาพร้อมกับหน้าจอแสดงผลข้อมูลแบบ widescreen cockpit  และThe E 350 e AMG Dynamic จะมาพร้อมกับระบบแสดงผลข้อมูลการขับขี่บนกระจกบังลมหน้า (Head-up Display)

ระบบมัลติมีเดีย

ระบบมัลติมีเดียนั้น The E 350 e AMG Dynamic จะมาพร้อมกับระบบเสียงรอบทิศทาง Burmester® นอกจากนี้ ทั้ง 3 รุ่นติดตั้ง ระบบ COMAND Online พร้อม Controller, ระบบควบคุมและสั่งงานด้วย Touchpad, ระบบสั่งการด้วยเสียง (LINGUATRONIC) เฉพาะภาษาอังกฤษ, ฟังก์ชั่นเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือระบบปฏิบัติการ iOS (Apple CarPlay™) และ Android (Android Auto)

รวมถึงการติดตั้งระบบแผนที่นำทาง พร้อมเพิ่มสุนทรียภาพในการโดยสารด้วยระบบไฟสร้างบรรยากาศในห้องโดยสารที่ปรับสีได้ถึง 64 สีอีกด้วย

เครื่องยนต์ประหยัดพลังงาน

E 350 e ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบแถวเรียง ความจุกระบอกสูบ 1,991 ซีซี กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 211 แรงม้า ที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิด 350 นิวตันเมตร ที่ความเร็วรอบ 1,200-4,000 ต่อนาที และกำลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าที่ 88 แรงม้า แรงบิดสูงสุดจากมอเตอร์ไฟฟ้าที่ 440 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. อยู่ที่ 6.2 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม. ขับเคลื่อนด้วยระบบส่งกำลังแบบเกียร์อัตโนมัติเดินหน้า 9 จังหวะ (9G-TRONIC PLUS) พร้อมระบบเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย

E 350 e มาพร้อมกับความประหยัดพลังงานด้วยอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ยถึง 40 – 47.62 กิโลเมตร/ลิตร พร้อมด้วยการปล่อย CO2 เพียง 49-57 กรัม/กิโลเมตร รวมถึงขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า หรือ EV เพียงอย่างเดียวได้ไกลถึง 33 กม.

เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบที่เมอร์เซเดส-เบนซ์เลือกใช้จะทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า และให้กำลังรวมกัน 210 กิโลวัตต์   (286 แรงม้า) และมีแรงบิดสูงถึง 550 นิวตันเมตร การผสมผสานเครื่องยนต์กับมอเตอร์ไฟฟ้านี้ช่วยให้รถยนต์รุ่น E 350 e มีสมรรถนะการขับขี่เทียบเท่ารถสปอร์ต แต่มีอัตราการใช้พลังงานต่ำกว่ารถยนต์คอมแพค

 

ความปลอดภัยและเทคโนโลยี
E 350 e มาพร้อมกับระบบ “Mercedes-Benz Intelligent Drive” เพื่อให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารได้รับความปลอดภัยสูงสุด ด้วยระบบการช่วยเหลือและระบบความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพ โดยระบบดังกล่าวมีพื้นฐานมาจากแนวคิดการปกป้องก่อนเกิดเหตุและหลังเกิดเหตุเข้าไว้ด้วยกันภายใต้ระบบควบคุมอัจฉริยะเพียงหนึ่งเดียวที่ทำงานสอดประสานกันไม่ว่าจะเป็น ระบบช่วยการนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ (Parking Pilot including Active Parking Assist) และระบบชาร์จโทรศัพท์มือถือแบบไร้สาย (Wireless  charging for mobile phone)

โดยE 350 e Avantgarde จะมาพร้อมกับกล้องแสดงภาพด้านหลังขณะถอยรถ ในขณะที่ The E 350 e Exclusive และ The E 350 e AMG Dynamic จะมาพร้อมกับกล้องแสดงภาพรอบทิศทาง รวมถึงระบบช่วยรักษาระยะห่างจากรถที่อยู่ด้านหน้า (Distance Pilot DISTRONIC) และระบบช่วยเตือนเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตา (Blind Spot Assist) ที่ติดตั้งขึ้นเป็นครั้งแรกในรถยนต์รุ่นนี้อีกด้วย

     ราคาเริ่มต้น3.49 ล้านบาท

เมอร์เซเดส-เบนซ์ วางราคาไว้ 3 ระดับเริ่มต้นที่ 3.49 ล้านบาท หรือเรียกกลมๆ ว่า 3.5 ล้าน โดยมีรายละเอียดราคา ตามนี้

 E 350 e Avantgarde ราคา 3,490,000 บาท

 E 350 e Exclusive ราคา 3,790,000 บาท

 E 350 e AMG Dynamic ราคา 4,090,000 บาท


ความต่างราคา

     ลองดูช่องว่างของราคารถแต่ล่ะเกรดกัน

E 350 e Avantgarde ราคา 3,490,000 บาท

E 350 e Exclusive ราคา 3,790,000 บาท(+8.6%)

 E 350 e AMG Dynamic ราคา 4,090,000 บาท(7.92%)

แต่ถ้ากระโดดจาก ตัวAvantgarde  มาเป็น AMG Dynamic ราคาจะกระโดดไปที่ 17.9%

      การตลาด

       ด้านการตลาดของเมอร์เซเดส-เบ็นซ์ ถือว่า อยู่ในเส้นทางที่ก้าวหน้า มีการขยายไลน์ดโปรดักซ์ตลอดเวลา และขยายดีลเลอร์ เน็ทเวิร์ค ต่อเนื่อง

       นายไมเคิล เกรเว่ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ที่ผ่านมา เมอร์เซเดส-เบนซ์ มีความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์ยนตรกรรมล้ำสมัยที่สามารถตอบสนองทุกความต้องการและทุกไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมสานต่อเจตนารมณ์ในการมอบ “สิ่งที่ดีที่สุด (THE BEST)” ให้กับลูกค้าทั้งในวันนี้ และวันข้างหน้า รวมถึงความมุ่งมั่นที่จะเติมเต็มทุกแนวคิดเกี่ยวกับการเดินทางแห่งอนาคต และการใช้ชีวิตอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างครบวงจร ซึ่งเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้วางรากฐานไว้เพื่อเป็นแนวทางการดำเนินงานไปจนถึงปี 2025 โดยในครั้งนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้ตอกย้ำความเป็นผู้นำอันดับหนึ่งด้านยนตรกรรมไฟฟ้าที่ครบครันมากที่สุดอีกครั้ง

        แบรนด์ใหม่เปิดตัวปูทาง รถพึ่งพาไฟฟ้า      
        เมอร์เซเดส-เบนซ์ นั้นนำเสนอรถยนต์ รุ่นล่าสุดภายใต้แบรนด์ EQ – Electric Intelligence by Mercedes-Benz เพื่อเติมพอร์ทโฟลิโอของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในกลุ่ม Contemporary Luxury Sedan ก่อนหน้านี้เมื่อต้นปี 59 ได้เปิดตัว The S 500 e และ The C 350 e

        คู่แข่งในตลาด
เมอร์เซเดส-เบนซ์  E 350 e คือ บีเอ็มดับเบิลยู ซึ่งเป็นคู่แข่งอมตะ และเมื่อเร็วๆ นี้ก็มี ออดี้ เอจี ที่เพิ่งมาทำตลาดในไทย โดยตัวแทนจำหน่ายรายใหม่ 


BMW :BMW ซี่รี่ส์ 5

         BMW เป็นคู่แข่งที่น่ากลัวของเมอร์เซเดส-เบนซ์เรียกว่า หมัดต่อหมัดและรถก็สูสีกันมากๆ ดังนั้น ในพอร์ตของบีเอ็มดับเบิลยูจึงมีตัวเลือกมากมายหลายแบบ ทั้งเครื่องเล็กเครื่องใหญ่ รวมถึง แพคเกจ ที่นำเสนอนขณะที่ราคาของBMW ซีรี่ส์5 ที่เป็นโฉมใหม่ All New (ตัวถังF10 )ถือว่า จัดไว้ไม่สูงนักส่วนเทคโนโลยียังเน้นไปที่เครื่องยนต์ดีเซล ตอนนี้ไลน์อัพ ซีรี่ส์5 เหลือแค่2 โมเดลให้เลือก จากเดิมมี 5-6 โมเดล

(*ราคา My17) 2 โมเดล มีดังนี้

BMW (F10) 520d(B47D20A) Luxury 3,899,000.00 บาท*

BMW (F10) 530i M Sport  4,399,000.00 บาท*

ส่วนที่ยกเลิกไปหรือเป็นเกรดแบบลิมิเต็ด คือ 

BMW (F10) 520d(B47D20A) Luxury (Limited)3,599,000.00 บาท
BMW (F10) (N20B20A) 528i Luxury 3,699,000.00 บาท
BMW (F10)  525d Celebration Edition (N47D20D) 3,899,000.00 บาท

Audi : Audi A6

ออดี้ เข้ามาทำตลาดไทยได้ไม่นานตัวรถที่จะแข่งกับเมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังมีไม่มาก และเทคโนโลยีแบบกึ่งไฟฟ้ากึ่งน้ำมัน ยังไม่ได้ลงมาเต็มตัว แต่ราคาของออดี้ นั้นได้เลยทีเดียวเบื้องต้นเนื่องจาก ออดี้ยังใหม่ เครือข่ายการจัดจำหน่ายยังต้องใช้เวลาบ่มเพราะอีกนานตัวที่แข่งในเชคเมนท์เดียวกันคือ

A6 35 TFSI S line (4GC06G) ราคา 3,199,000.00 บาท เพียงตัวเดียว (ในวงเล็กคือระหัสเครื่องยนต์ )

VOLVO : S90 D4

วอลโว่ เป็นรถยนต์หรูหราที่น่าใช้มาก โดยเฉพาะเทคโนโลยีแต่เป็นตัวเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการความต่าง ในแง่ของแบรนด์ หรือมีประสบการณ์การใช้แบรนด์นี้แล้วประทับใจมาก่อน ความแข็งแกร่งของวอลโว่เลยเป็นไปแบบเฉพาะกลุ่ม ด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย ความปลอดภัยสูงสุด วอลโว่เสนอตัวเลือกเพียงตัวเดียวเป็นเทคโนโลยีเครื่องยนต์ดีเซล ที่จะแข่งได้โดยตรงคือ VOLVO S90 D4 Inscription 3,990,000.00 บาท
(D4204T14)

 สรุป
ด้วยความแข็งแกร่งของตราสินค้าและเรื่องขององค์ประกอบทางด้านเทคโนโลยี ใหม่อัพเดท ความทันสมัยและเครือข่ายบริการต่างๆ เช็กเมนท์รถพรีเมี่ยม เมอร์เซเดส-เบนซ์ น่าจะเป็นตัวเลือกลำดับต้นๆ