เคล็ดลับดู”น้ำ”ในรถหน้าร้อน 

เมืองไทยเข้าสู่ฤดุร้อน เห็นอุณหภูมิวันนี้แล้วให้สงสารรถยนต์ แต่รถยนต์ออกแบบให้รองรับความร้อนระดับสูงโดยเฉพาะรถที่ที่วิ่งกันอยู่บนถนนเมืองไทยทุกวันนี้ ค่ายใดไม่ออกแบบรองรับความร้อนแตะ40องศามารับรองว่าไปไม่รอด ไม่ว่าจะเป็นยี่ห้อใด รุ่นใด ยกเว้นรถยนต์ไฟฟ้า จะต้องเกี่ยวข้องกับคำว่า “น้ำ” เสียส่วนใหญ่ แม้รถยนต์ไฟฟ้าก็ยังต้องมีน้ำวนในจุดระบายความร้อนแต่เป็นระบบปิดเท่านั้นเอง มาดูกันว่าน้ำหรือของเหลวต่างๆ ในรถมีอะไรกันบ้าง

น้ำมันเชืิ้อเพลิง 

มันคือของเหลวที่สำคัญเพราะว่า เป็นเชื้อเพลิงให้รถยนต์ขับเคลื่อน  น้ำมันมีหลายประเภท เช่น เบนซิน น้ำมันดีเซลหรือโซล่า เบนซิน ก็มีอยู่ หลายชนิดแต่ถ้าแบ่งออกเป็นหลักๆ ก็ได้2 ชนิดคือ

1.เบนซิน91 เบนซินก็แบ่งย่อยออกไป เช่น  E10 E20

2.น้ำมันเบนซิน 95 ส่วนจะมีน้ำมันย่อยลงไปคือ 95 แก๊สโซฮอล์95(เกรดธรรมดา) e85  และ95 เกรดพรีเมี่ยมต่างๆ

โดยทางทฤษฎีแล้ว  95 จะให้พลังงานมากกว่า 91 ประมาณ3% แต่ไม่ได้หมายความว่าเครื่องยนต์ที่ถูกออกแบบมาให้ใช้น้ำมันเกรด 91 เมื่อนำไปเติมเกรด 95 แล้ว จะทำให้มีกำลังเพิ่มขึ้น  หรือ  เครื่องยนต์ที่ออกแบบให้ใช้น้ำมันเกรด 95 นำไปใช้กับเกรด 91 แล้วจะทำให้ประหยัดขึ้น เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องเสียเงินโดยเปล่าประโยชน์ ที่ถูกคือใช้ตามที่เครื่องยนต์กำหนดเอาไว้ ประหยัดที่สุด

น้ำมันหล่อลื่น

น้ำมันหล่อลื่น ใช้เติมในเครื่องยนต์ เลยเรียกว่า น้ำมันเครื่อง การเลือกใช้ให้เลือกใช้ตามคู่มือประจำรถ ตามผู้ผลิตกำหนด เพียงพอต่อการใช้งานแล้ว ไม่ต้องกังวลเรื่องการสึกหรอและไม่ต้องแสวงหาน้ำมันเครื่องอันพิเศษ พิสดารจากการโฆษณามาให้เสียเงิน การเลือกซื้อน้ำมันเครื่อง ควรเลือกจากยี่ห้อที่รู้จักกันดีบริษัท ใหญ่โตน่าเชื่อถือ จะดีกว่าที่ไปซื้อเอาจากการขายตรงที่ไม่รู้ที่มาที่ไปไม่เช่นนั้นจะได้น้ำมันด้อยคุณภาพหรือน้ำมันปลอมและไม่ได้คุณภาพเต็มตามที่ควรจะเป็น

ตามปกติแล้วน้ำมันหล่อลื่นทุกชนิด ถ้าเปิดออกใช้งานแล้ว ส่วนที่เหลือแม้จะอยู่ในภาชนะที่ปกปิดอย่างมิดชิด ไม่ควรจะเก็บไว้เกินกว่า  6 เดือน เพราะน้ำมันหล่อลื่นจะเกิดการสะสมความชื้น  ซึ่งความชิ้นนี้เป็นตัวทำลายคุณสมบัติของน้ำมันหล่อลื่นให้เสื่อมสภาพอย่างรวดเร็ว

 

น้ำมันเครื่อง หรือน้ำมันหล่อลื่นหากอยู่ในเครื่องยนต์เกินกว่า6เดือน ต้องถ่ายทิ้ง

น้ำมันเครื่องจากการขายตรง ยี่ห้อแปลกๆ ส่วนใหญ่แล้ว เป็นน้ำมันที่ใช้การแบ่งบรรจุลงภาชนะใหม่ ซึ่งหากรรมวิธี ไม่ถูกต้องก็ไม่ได้มาตราฐาน

น้ำมันแบ่งบรรจุ คือการไปซื้อน้ำมันยี่ห้อต่างๆในตลาด ซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดัง ที่บรรจุถัง200 ลิตร แล้วนำมาถ่ายใส่ภาชนะ ขนาดที่บริษัทเขากำหนดไว้ และตีตรา ติดยี่ห้อของตัวเองเอามาเพิ่มราคา คุณสมบัติของน้ำมันเครื่องของยี่ห้อต้นทาง กับปลายทาง ไม่แตกต่างกันเลย แต่เมื่อมาใช้คุณภาพใช้งานจะด้อยกว่าเพราะการบรรจุที่ไม่ผ่านกรรมวิธีที่ถูกต้อง

น้ำมันเครื่อง หรือน้ำมันหล่อลื่นอื่นๆ ทุกชนิด เมื่อเติมลงไปในเครื่องยนต์แล้วไม่ว่าจะใช้งานมากหรือน้อยหรือจอดรถทิ้งไว้ หากอยู่ในเครื่องยนต์เกินกว่า6เดือน ต้องถ่ายทิ้งเพราะนานกว่านั้นความชื้นจะเป็นตัวทำลายคุณสมบัติน้ำมันโดยเฉพาะน้ำมันเครื่อง และน้ำมันเกียร์ออโตเมติก

กึ่งสังเคราะห์และสังเคราะห์100%

การใช้น้ำมันเครื่องในสภาพปกติ หากต้องเทงบไปซื้อสังเคราะห์100& ถือเป็นการใช้ที่ฟุ่มเฟือยเกินความจำเป็น น้ำมันเครื่องเกรดเดี่ยวที่ผลิตจากผู้ผลิตที่มีชื่อเสียงก็มากพอที่จะใช้งานได้ หรือถ้าทำใจไม่ได้จริงๆ เรื่องน้ำมันเครื่องเกรดรวมที่เหมาะสมกับอุณหภูมิของบ้านเราก็เหลือเฟือแล้ว

ระยะเวลาเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง

ระยะเวลาในการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง เช่นกัน หลายท่านไม่ทราบว่าจะกำหนดอย่างไร ถ้าปฏิบัติตามหนังสือคู่มือที่กำหนดไว้เป็นระยะทาง แต่ในกรุงเทพฯ สภาพการณ์จราจรติดขัดจะคำนวณดังนี้

มีวิธีการคำนวณอย่างง่ายๆ จากการเติมน้ำมันเชื้อเพลิงหมายถึงว่า รถบริโภคน้ำมัน เมื่อเติมน้ำมัน 300 บาท แล้วจะวิ่งได้  300 กิโลเมตร จับตัวเลขนี้ออกมาแล้วไม่ว่าจะวิ่งมากวิ่งน้อยรถติดหรือไม่ติด เมื่อเติมน้ำมันไป 9,000 บาท ก็หมายถึงว่าเครื่องยนต์ทำงานไปแล้ว  9,000 กิโลเมตร ก็เตรียมหาเงินไว้เปลี่ยนน้ำมันเครื่องไส้กรองตามที่กำหนดไว้ในคู่มือประจำรถแล้ว โดยไม่ต้องไปสนใจว่าเลขกิโลเมตรที่เรือนไมล์จะขึ้นไปเท่าไร

 

น่าตกใจคือ ไปกว่านั้นก็คือ การเปลี่ยนเอาน้ำมันเกียร์ที่”ผลิต”ออกมาเฉพาะทิ้งไป แล้วเอาน้ำมันที่ผลิตเพื่อใช้งานทั่วไปใส่เข้าไปแทน

น้ำมันเกียร์

น้ำมันเกียร์ออโตเมติก รถหรูราคาแพง ในปัจจุบันหลายๆ ยี่ห้อจะไม่มีการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์ออโตเมติกตลอดอายุการใช้งาน รวมทั้ง น้ำมันเฟืองท้ายสำหรับรถที่ขับล้อหลังด้วย เพราะรถเหล่านี้จะใช้น้ำมันเครื่องที่ผลิตออกมาพิเศษ แต่ศูนย์บริการเห็นแก่ได้ บวกกับความเชื่อของลูกค้า จับเอามาเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์ออโต้กันกลาดเกลื่อน และที่น่าตกใจคือ ไปกว่านั้นก็คือ การเปลี่ยนเอาน้ำมันเกียร์ที่”ผลิต”ออกมาเฉพาะทิ้งไป แล้วเอาน้ำมันที่ผลิตเพื่อใช้งานทั่วไปใส่เข้าไปแทน ถ้าลูกค้าทักท้วงก็อ้างกันอย่างโบร่ำโบรานว่าบ้านเราเป็น เมืองร้อน ความชื้นสูง ควรจะต้องเปลี่ยน ซึ่งเป็นวิธีการที่ผิดพลาด

เปลี่ยนน้ำมันเกียร์เมื่อไร?

ปัญหาอีกข้อหนึ่งคือ ควรเปลี่ยนน้ำมันเกียร์เมื่อไร? คำตอบคือ เมื่อคุณเปลี่ยนน้ำมันเครื่องครั้งที่สอง ก็เปลี่ยนพร้อมกันไปเลย แล้วก็ไม่จำเป็นต้องเปิดอ่างถอดกรองออกมาเปลี่ยน เพราะรถใช้งานทั่วๆ ไปแล้ว กรองน้ำมันเกียร์ออโต้ จะเป็นแบบกรองหยาบ( Strainer) ไม่ได้เรียกว่า  Filter

นอกจากนั้นบางครั้งท่านอาจจะได้รับการแนะว่าจะต้องเปลี่ยน น้ำมันในหม้อคลัทช์ (Torque convertor) ถ้าทำได้มันก็ดีแต่ไม่จำเป็น การถ่ายน้ำมันออกจากหม้อคลัทช์นั้นในรถบางยี่ห้อจะมี.สกรู ไว้ให้เปิดถ่ายได้ก็สมควรจะต้องทำ แต่รถทั่วๆ นั้นไม่มี ก็ไม่ต้องเพราะการเปลี่ยนถ่ายตามระยะที่กำหนดไว้ น้ำมัน มันจะหมุนเวียนกันออกมาให้ถ่ายทิ้งโดยอัตโนมัติอยู่แล้ว

น้ำมันเบรก

เป็นน้ำมันที่คนส่วนใหญ่มักจะมองข้ามสนใจแต่เพียงว่าพร่องลงไปเมื่อไรจึงเติม ในทางเทคนิค แนะนำว่า ห้ามเติมน้ำมันเบรก ถ้าน้ำมันเบรกพร่องกว่าปกติ ให้รีบนำรถเข้าอู่ศูนย์บริการโดยเร็วที่สุดเพราะนั่นคือสัญญาณอันตรายสำหรับการขับขี่  ต้องรีบหาสาเหตุและแก้ไขอย่างรีบด่วน

น้ำมันเบรกเป็นน้ำมันชนิดหนึ่ง ที่ดูดซับความชื้น เก็บไว้ในตัวมันเองและความชื้นในน้ำมันเบรกนี้ เป็นเหตุทำให้เกิดอันตรายกับผู้ใช้อย่างน่ากลัว น้ำมันเบรกถ้ามีความชื้นสะสมมากๆ จะทำให้เกิดสภาพที่เรียกว่า Vapour Lock อาการที่เกิดขึ้นก็คือ เบรกหาย เบรกต่ำ ประการสำคัญก็คืออาการนี้จะเกิดขึ้นเป็นบางครั้งไม่ได้เป็นทุกครั้ง

น้ำมันเบรกที่เหลือจากการเติมแล้ว แนะนำให้ “ทิ้ง”

 

น้ำมันเบรกที่เหลือจากการเติมแล้ว แนะนำให้ “ทิ้ง” เพราะเก็บไว้ก็จะมีแต่ผลเสียคือ ดูดซับเอาความชื้นไว้ ถ้าหากปิดฝาไม่สนิท เอาไปเก็บไว้ท้ายรถเกิดหกขึ้นมาน้ำมันเบรกก็คือตัว ตัวกัดกินสีรถ ตัวถังรถอย่างรุนแรง

น้ำมันเบรกที่ดีจะต้องอยู่ในภาชนะที่สะอาดสะอ้าน ช่างที่ทำเบรกที่ดี มือไม้แขนขา เครื่องมือที่ใช้จะต้องสะอาดเอี่ยมเหมือนหมอและเครื่องมือผ่าตัด เบรกเป็นเรื่องของความเป็นความตาย อยากให้ผู้ใช้สนใจมากหน่อย

สรุประยะเวลาการเปลี่ยนถ่าย

น้ำมันเบรกควรเปลี่ยนถ่ายทุกๆ 12 เดือนหลังจากหมดฤดูฝน น้ำมันพวงมาลัย (พวงมาลัยพาวเวอร์) น้ำมันเกียร์ (ธรรมดา) น้ำมันเฟืองท้าย (รถขับเคลื่อนล้อหลัง) ควรเปลี่ยนทุกๆ 6เดือน การปล่อยทิ้งไว้นานเกินไป นอกจากน้ำมันจะเสื่อมสภาพแล้วก็เกิดความสกปรกและน้ำมันที่สกปรกเสื่อมสภาพจะเป็นตัวที่ทำให้ยาง (ท่อพาวเวอร์) ซีลกันน้ำมัน แหวนยางกลม (โอ ริง) เปื่อยกร่อนขาดง่ายซึ่งการเปลี่ยนชิ้นส่วนพวกนี้จะเสียค่าใช้จ่าย (ค่าแรง) สูงมาก และจะบานปลายได้ถ้าไปพบเอาช่างที่ไม่มีความละเอียดรอบคอบเพียงพอ

น้ำหล่อเย็นหรือน้ำหม้อน้ำ เช่นกัน สมควรที่จะเปลี่ยนถ่าย พร้อมๆ กับน้ำมันเบรกและทุกครั้งที่เปลี่ยนถ่ายน้ำในระบบระบายความร้อน จำเป็นที่จะต้องเพิ่มน้ำยารักษาหม้อน้ำในอัตราส่วนที่หนังสือคู่มือประจำรถกำหนดเอาไว้ เพราะน้ำยาชนิดนี้นอกจากจะรักษาหม้อน้ำไม่ให้เป็นสนิมแล้ว ยังช่วยป้องกันการผุกร่อนที่เกิดจากปฏิกิริยาที่เรียกว่า Oxidization ของเสื้อสูบ ฝาสูบและปั๊มน้ำได้อีกด้วย

การใช้รถให้ประหยัดและปลอดภัย จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาคู่มือประจำรถให้เข้าใจ และเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ต่างๆ อย่างรู้ทัน

อ่านเทคนิคน่ารู้ที่เกี่ยวข้องที่นี่Click

ขอบคุณที่ติดตามเรา Thaiautopress