ฟอร์ดสาธิตระบบคุมความเร็วอัตโนมัติ แก้ไขปัญหาจราจร

กรุงเทพฯ 6 ก. ย. 61 – ฟอร์ดและมหาวิทยาลัยแวนเดอร์บิลท์ได้สาธิต ให้เห็นว่าระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างที่มีในรถยนต์เกือบทุกรุ่นของฟอร์ดสามารถลดปัญหาจราจรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในสนามทดลองของฟอร์ด เมืองดีทรอยต์ สหรัฐอเมริกา มีผู้ใช้รถที่ถูกเลือกมาแบบสุ่ม 36 คนให้ทดลองขับรถยนต์ในสภาวะเดียวกับสภาพการจราจรบนไฮเวย์ปกติ โดยใช้ระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติที่สามารถเบรกและเร่งความเร็วตามรถคันหน้าโดยไม่สร้างความเหนื่อยล้าให้แก่ผู้ขับขี่

ในขณะเดียวกัน กลุ่มผู้ใช้รถดังกล่าวยังต้องลองแบบทดสอบเดียวกันแต่ไม่ได้ใช้เทคโนโลยีดังกล่าว ซึ่งพวกเขาจะต้องเบรกและเร่งความเร็วด้วยตัวเอง ผลปรากฏว่ารถยนต์ที่ใช้ระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติช่วยให้การเบรกแบบกะทันหันนุ่มนวลกว่ารถยนต์ที่ผู้ขับขี่ต้องเป็นคนเหยียบเบรกเอง

แม้ว่ารถยนต์ในการทดลองจะมีเพียง 1 ใน 3 ที่มีระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ แต่ผลที่ออกมาก็แสดงให้เห็นเหมือนกันว่าระบบนี้สามารถจัดการปัญหาจราจรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 ระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ

ในการทดลอง มีถนนสามเลนโดยในแต่ละเลนจะมีรถยนต์ 12 คัน ถนนถูกออกแบบให้เป็นการจราจรแบบปิดรูปวงรีที่จำลองมาจากไฮเวย์ รถคันแรกของแต่ละเลนจะลดความเร็วลงจาก 60 เหลือ 40 ไมล์ต่อชั่วโมง เพื่อเลียนแบบการรบกวนบนท้องถนน สำหรับผู้ขับขี่รถยนต์ที่ไม่ได้ใช้ระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติจะทำการเบรกแรงกว่ารถคันหน้าซึ่งส่งผลให้เกิดคลื่นการเบรกต่อไปเรื่อยๆ ในเลน ในอีกนัยหนึ่งก็คือ การขับรถโดยไม่มีระบบนี้จะทำให้การเบรกมีความแรงมากขึ้นกว่าเดิม ในบางกรณีอาจทำให้การจราจรช้าลงจนกลายเป็นการขยับไปอย่างช้าๆ ได้ในที่สุด

การทดลองดังกล่าวได้จัดขึ้นอีกครั้งโดยครั้งนี้รถยนต์ทุกคันใช้ระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ โดยตั้งค่าไว้ที่ 62 ไมล์ต่อชั่วโมง ซึ่งเร็วกว่ารถคันหน้าเล็กน้อยเพื่อให้มั่นใจว่ารถยนต์อยู่ในความเร็วกลุ่มเดียวกัน ในการทดลองนี้ ระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติสามารถแสดงประสิทธิภาพได้เหนือกว่าการขับขี่ของมนุษย์ในแทบทุกการเบรก

ในรอบหนึ่ง ระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติสามารถหยุดปัญหาที่เกิดจากรถคันแรกๆ ชะลอความเร็ว ส่งผลให้รถคันหลังๆ ต้องชะลอตามจนเกิดภาวะลูกโซ่ได้ โดยรถคันสุดท้ายของขบวนมีการลดความเร็วลงเพียง 5 ไมล์ต่อชั่วโมงเท่านั้นแทนที่จะหยุดนิ่ง

ทีมวิจัยยังได้ลองลดจำนวนของพาหนะที่มีระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติลงเหลือเพียง 33%  ซึ่งเป็นจุดที่นักวิจัยเชื่อว่าน้อยที่สุดที่จะสามารถลดปัญหาการจราจรแบบ Phantom traffic ได้ และผลลัพธ์ที่ได้ก็คล้ายคลึงกับการทดลองที่รถยนต์ทุกคันมีระบบอัจฉริยะนี้

“ระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติไม่เคยเหนื่อยหรือถูกรบกวน ระบบนี้ยังคงมองไปที่รถยนต์คันข้างหน้าอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนั้น ระบบนี้ยังถูกโปรแกรมให้เหลือพื้นที่ระหว่างรถอย่างสม่ำเสมอเพื่อการตอบสนองต่อความเร็วและระยะห่างกับรถยนต์คันหน้าได้ดีขึ้น”

ในขณะที่ระบบอัตโนมัติสามารถทำงานได้อย่างสม่ำเสมอ มนุษย์ก็ยังคงมีข้อได้เปรียบที่เหนือกว่าระบบเครื่องยนต์ นั่นก็คือทัศนวิสัยที่สามารถมองเห็นรถยนต์ได้ไกลกว่านั่นเอง ซึ่งทำให้มนุษย์ยังสามารถตอบสนองต่อการเบรกหรือลดความเร็วได้แม่นยำกว่า

สิ่งหนึ่งที่ได้จากการทดลองทั้งหมดนี้ก็คือการที่ทุกคนได้ประโยชน์จากการฝึกการขับขี่ที่ดี เว้นระยะห่างระหว่างรถคันข้างหน้าอย่างเพียงพอและตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา เพียงแค่นี้ก็ช่วยให้การจราจรราบรื่นขึ้นและช่วยให้เราทุกคนไปถึงที่หมายได้ตรงเวลา

ฟอร์ดได้ติดตั้งระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติในรถยนต์หลายรุ่นในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก นักวิจัยการจราจรและวิศวกรได้พยายามคิดค้นเทคโนโลยีที่ช่วยลดปัญหาจราจรติดขัดมานานกว่าหลายปี ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ที่สามารถสื่อสารกันได้ หรือระบบที่ทำให้สามารถคาดการณ์สภาพการจราจรบนถนนข้างหน้าได้  นายแดเนียล เวิร์ค ศาสตราจารย์ด้านวิศวกรคอมพิวเตอร์แห่งมหาวิทยาลัยแวนเดอร์บิลท์กล่าว

“การทดลองนี้เป็นโอกาสที่ดีในการทำความเข้าใจว่าระบบช่วยขับขี่ที่มีอยู่ในรถยนต์ในตลาดจะสามารถส่งผลดีต่อการจราจรได้อย่างไร”

phantom traffic jam

ปัญหาที่ไร้ต้นตอของ phantom traffic jam นอกเหนือจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจากมนุษย์ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาจราจรติดขัดโดยไม่ได้บอกล่วงหน้า การขับรถแบบไม่มีสมาธิ พฤติกรรมการขับขี่ที่ไม่เหมาะสม ตลอดจนการเบรกโดยไม่จำเป็น เช่น การที่รถคันแรกเบรกก็จะก่อให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ทำให้รถคันหลังเบรกต่อ ๆ กันไปเรื่อย ๆ ส่งผลให้การจราจรต้องหยุดชะงัก

   “ปัญหาจราจรแบบ Phantom traffic jam ต่างจากอุบัติเหตุหรือการก่อสร้าง เพราะการจราจรติดขัดแบบนี้เกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องมีสาเหตุ”

“จากพฤติกรรมการขับขี่ของชาวเอเชียส่งผลให้การจราจรติดขัด คิดเป็นเวลาที่เพิ่มขึ้น 52 นาทีโดยเฉลี่ยในแต่ละวัน หรือคิดเป็นจำนวน 13 วันที่เพิ่มขึ้นในหนึ่งปี

ในปีนี้ฟอร์ดได้เปิดตัว ฟอร์ดโคไพลอท 360 เทคโนโลยีช่วยเหลือ ผู้ขับขี่ ซึ่งจะเป็นมาตรฐานเพื่อช่วยให้ผู้ใช้รถสามารถฟันฝ่าไปถึงจุดหมายได้ ไม่ว่าสภาพการจราจรจะเป็นอย่างไร

    ฟอร์ด โคไพลอท 360 ประกอบด้วยระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติที่สามารถตรวจจับคนเดินเท้าและนักปั่นจักรยานได้ ระบบตรวจจับรถในจุดบอด ระบบรักษาช่องทางขับขี่ กล้องมองหลัง และระบบเปิด-ปิดไฟสูงอัตโนมัติ สำหรับประเทศไทย รถที่ติดตั้งเทคโนโลยีดังกล่าวได้แก่ ฟอร์ด เรนเจอร์ และ ฟอร์ด เอเวอเรสต์