ฝ่า “น้ำรอระบาย” ด้วยเทคนิคขับ “ออฟโรด”ในเมืองหลวง

เป็นเรื่องไม่สนุกแน่นอน ถ้า”น้ำรอระบาย”เยอะขนาดนี้รถกระบะ รถยกสุง รถเอสยูวีปล่อยเขาไปแต่น้องต่ำน้องเตี่ยแบบพี่มีนา น้องมาสด้า2 ยาริส วีอสส แจ๊ซ ซีวิค มิราจ หรือไม่ก็เก๋งๆ เราๆ ท่านๆ นี่สิ”จะฝ่าน้ำรอระบายได้อย่างไร? ทางเลือกเมื่อเจอน้ำไม่มีมากนัก ทางรอดนั้นพอมีนั่นคือ เอาทักษะการคุมรถแบบออฟโรดมาใช้กันมาดูเลยว่า  ทักษะการขับรถของเราอยู่ระดับไหนถ้าต้อง หฤโหดกันในเมืองหลวง

รถยนต์มีเทคโนโลยีมากมาย ช่วยคนขับรถในสภาพปกติ แต่น้ำท่วมนะไม่่มีใครทำรถเก๋งมาเผื่อน้ำท่วมมากมาย อย่างดีก็แค่ยกของที่จะเปียกไปไว้สูงๆ เช่นกล่องอีซูยู กรองอากาศ เป็นต้น ฝนตกเมืองไทย โดยเฉพาะหัวเมืองใหญ่ และกรุงเทพ เดิมไม่มีปัยหาหรอกแต่ทางน้ำไหลมันตัน   การเดินทางไปตามทางน้ำท่วม ต้อง “เทคนิคการควบคุมรถ” ที่แบ่งออกเป็นสองสถานการณ์

1.ฝนหนัก น้ำขัง น้ำท่วมทาง(ที่เรียกว่า น้ำรอระบายนี่ล่ะ)

2.ฝนโปรย ทางเปียกสลับแห้ง ส่วนใหญ่ก็เจอได้ทั่วไป ในท้องถนน


ข้อที่1 สร้างกำแพงน้ำ ในสถานะการณ์น้ำท่วมขัง

เมื่อเผชิญหน้าน้ำต้อง ประเมินความลึกของน้ำกัก่อนเลย นั่นคือ เมื่อใดที่เกินน้ำสูง”ดุมล้อ” ความเสี่ยงเกิดขึ้นแน่นอนถ้าเลี่ยงไม่ได้ต้องไปอย่างแรกคือ เว้นระยะห่างคันหน้า ยาวๆ เลยกะเอาว่าวิ่งรวดเดียวไม่ต้องจอดกลางน้ำ หรือจอดก็ไปจอดตื้นๆ หน่อย
ถ้าเป็นเกียร์ธรรมดา ให้ใช้เกียร์ต่ำ รักษาความเร็วให้คงที่ ค่อยๆไปอย่างช้า ความเร็วไม่ควรเกิน 30 กม./ชม. ควรขับไปใน
ร่องน้ำเดียวกันกับรถคันข้างหน้า  การมีระยะห่างพอสมควร เพื่อจะได้ไม่ต้องแตะเบรค ให้รถ
เคลื่อนและดันน้ำไปเรื่อยๆ ในความเร็วคงที่ การหยุดกลางน้ำคือ”หายนะ” นี่เป็นเหตุผลว่่า ทำไม ต้องทิ้งระยะห่างจากคันหน้า

เกียร์อัตโนมัติ ก็ให้ใช้เกียร์ D แล้วให้ปฎิบัติเหมือนเช่นกันกับเกียร์ธรรมดา ถามว่า ดันน้ำไปแรงแค่ไหน ดันให้คงที่อยากถึงกับต้องสาดน้ำออกเป็นปีกข้างล้อ แบบนั้นอันตรายกับเครื่องยนต์กลไก แทนที่จะเป็นผลดี ดันมากน้ำกระจายมาขึ้นกระจกหน้าอีก มองไม่เห็นเดี๋ยวจะไปกันใหญ่

“บางคนไม่กล้าดัน กลัวว่า จะน้ำเข้า จริงๆ แล้วการดันน้ำที่พอดีๆ กำแพงน้ำจะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ กันชนหน้าดันน้ำไปช่วยให้ระดับน้ำที่จะโดนจุดรั่วมาเข้ารถ (ส่วนใหญ่ประตู กับรูระบายอากาศห้องโดยสารท้ายรถ)

ถ้าจำเป็นต้องหยุดรถ คำตอบเดียวคือ รอน้ำเข้าถ้าน้ำสูง และหาก เครื่องยนต์เกิดดับขึ้นมา สิ่งที่ช่วยคือ สเปร์ไล่ความชื้น (ควรมีติดรถไว้) เอาไว้ฉีดไล่ความชื้นในห้องเครื่อง
บริเวณสายหัวเทียนตั้งแต่ปลายข้างหนึ่งไปยังปลายสายอีกด้านหนึ่ง จานจ่าย(ติดอยู่กับปลายหัวเทียนด้านใน) ได้ประมาณนี้
 

        2.ฝนโปรย ทางเปียกสลับแห้ง ส่วนใหญ่ก็เจอได้ทั่วไป ในท้องถนน

ในเส้นทางที่ต้องเผชิญหน้ากับสภาพน้ำเจิ่งนองและทัศนวิสัยเลว  การขับรถท่ามกลางพายุฝน  มีความคำถามว่าในสภาพเช่นนี้ ผู้ขับ ควรใช้ความเร็วเท่าใดในการเดินทาง  จึงจะเหมาะสมที่สุด
เป็นเรื่องยากที่จะกล่าวว่า ต้องใช้ความเร็วเท่าใดในการขับขี่ แต่บอกได้ว่าใช้ความเร็วต่ำกว่าปกติ ที่เราสามารถขับได้ แต่เราต้องรู้จักการประเมินตนเอง นอกเหนือจากประเมินรถ ประเมินเส้นทาง
เมื่อขับด้วยความเร็วที่รู้สึก ว่าปลอดภัย   ให้ “ลดเกียร์ ลงมาหนึ่งเกียร์” เช่น เมื่อรุ้สึก ว่าความเร็วที่เกียร์ 4  สามารถขับได้ปลอดภัย

ในเทคนิคนี้ เราแนะนำให้ ลดมา ใช้เกียร์ 3 ในขณะที่ความเร็วไม่เปลี่ยนแปลง และจะรู้สึกว่า
การยึดเกาะของรถยนต์เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
แต่เทคนิคนี้ ไม่แนะนำให้ใช้ในสถานการณ์ปกติ เพราะจะทำให้การสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นเนื่องจาก
รอบเครื่องยนต์ทำงานสูงกว่าปกติ แต่ในสถานการ์ที่ถนนเปียกและลื่น เทคนิคนี้จะทำให้คุณเดินทางได้อย่างปลอดภัย

สำหรับเกียร์อัตโนมัติก็เช่นเดียวกัน สามารถใช้เทคนิคนี้ได้ อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะใช้ความเร็วเท่าใด สิ่งสำคัญคือ
เทคนิคดังกล่าว ไม่แนะนำให้ ขับรถติดต่อ กันเป็นเวลานาน เพราะจะทำให้เครื่องยนต์ เกิดความร้อนและ สึกหรอมากกกว่าปกติ
ตัดสินใจ ยกเลิกการเดินทาง
หลายครั้งที่การเดินทาง ต้องหยุดลงกลางทาง เนื่องจากทัศนวิสัยไม่เพียงพอ แต่ก็มีผู้ขับรถยนต์
หลายท่านเลือกที่จะเดินทางต่อแม้ ความสามารถในการมองเห็น ไม่เหลืออยู่เลย

การตัดสินใจหยุดเพียงชั่วครู่ เพราะ ระยะปลอดภัย ในท้องถนนไม่เพียงพอถือเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง
เมื่อใดที่ ใบปัดน้ำฝนทำงานจนถึงขีดสุดแล้วแต่ก็ยังไม่สามารถ มองเห็นทัศนวิสัยที่ปลอดภัยได้
สถานการณ์ที่ทัศนวิสัยเลวร้ายเช่นนี้ การหยุดรถชั่วขณะไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายใดๆ เมื่อเทียบกับความเสี่ยงต่อ
อุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้น ขอแนะนำให้เลือกที่จะหยุดการเดินทางไว้ชั่วขณะ ด้วยการขับรถชิดขอบทาง
และเปิดสัญญาณไฟฉุกเฉิน เมื่อต้องหยุดบนไหล่ทาง เพื่อให้ผู้ร่วมทางได้ทราบว่ามีรถหยุดจอดอยู่

        ขึ้นจากน้ำให้ทดสอบเบรค

การขับรถในสภาพถนนที่เปียก เบรคจำเป็นต้องพบกับความชื้นที่ส่งผลโดยตรงกับประสิทธิภาพการหยุดรถ
การทำงานที่แตกต่างไปจากสภาพปกติ ทำให้การใช้เบรคต้องระมัดระวัง เมื่อใดที่รถได้ผ่านการลุยน้ำ การเบรคครั้งแรกหลังผ่านการลุยน้ำ เป็นสิ่งที่ต้องระวังให้มากๆ
เพราะทันทีที่ใช้เบรคครั้งแรกจะพบกับอาการเบรคลื่น ดังนั้นจึงต้องคำนวณระยะหยุดให้ยาวกว่าปกติและหลังจากผ่านการลุยน้ำมา
ขณะรถกำลังแล่นอยู่ ให้ทดสอบเบรค และลองแตะเบรคก่อนใช้งานจริง เราจะรู้ได้ทันทีว่าเบรคลื่นหรือไม่
วิธีแก้เมื่อเบรคลื่นคือให้ใช้เท้าแตะเบรคเบาๆ ต่อเนื่องกันสัก 2-3 วินาที ทำอย่างนี้ 2-3 ครั้ง เพื่อให้เกิดความร้อนจากการจับตัวของผ้าเบรคเพื่อไล่ความชื้นออกไป  วิธีการนี้ จะทำให้ประสิทธิภาพของเบรคกลับคืนสู่สภาพพร้อมใช้งานอีกครั้งโดยไม่เสี่ยงต่อความเสียหาย

       สัญญาณไฟที่มีเอามาใช้
ฝนหนักๆ  ให้สังเกตุว่า ผู้ขับมักจะเปิดไฟฉุกเฉินขณะขับ เป็นการส่งสัญญาณผิดๆ และอันตรายอาจเกิดอันตรายกับตัวท่านและรถของท่านได้ ถ้าไม่ได้จอดฉุกเฉินก็ไม่ต้องให้ไฟจอดกระพริบ ถ้าอยากให้คนอื่นๆ เห็นต้องเป็นไฟใหญ่ หรือ ไฟตัดหมอก หลัง     ที่จะได้โอกาสใช้ไฟตัดหมอกหน้าหลังแล้ว เปิดเมื่อสภาพแวดล้อมเหมาะสม เพราะ ไฟตัดหมอกหน้าหลัง ไม่มีโฟกัส ใช้ก็ต่อเมื่อ  เปิดที่ปัดน้ำฝนเบอร์เร็วสุด ก็ยังรู้สึกว่าน้ำยังเต็มกระจก ไฟตัดหมอกหลังเมื่อเปิดจะมีไฟสีเหลืองขึ้นที่หน้าปัจน์

สัญญาณไฟต่างๆ มีวัตถุประสงค์แตกต่างกันไป จึงควรเป็นอย่างยิ่งที่เจ้าของรถหรือผู้ขับรถควรจะเรียนรู้เอาไว้บ้าง
อย่างน้อยที่สุดก็ช่วยลด อุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้

ผู้ใช้รถใช้ถนนบางคนอาจคิดว่า การที่ฝนตกพรำๆ หรือฝนที่เริ่มตกใหม่ๆ อาจจะไม่มีผลต่อการขับขี่รถ ทำให้เกิดความประมาทและใช้ความเร็วสูง ซึ่งนั่นอาจเป็นการก่อให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงได้
ทั้งนี้ ต้องเข้าใจก่อนว่า ในพื้นผิวถนนโดยทั่วไป จะมีฝุ่นละอองหรือเศษดินจำนวนมาก ซึ่งฝุ่นละอองเหล่านี้ในสภาวะปกติ จะไม่มีผลกระทบอะไร แต่เมื่อฝนเริ่มตกลงมาใหม่ๆ  น้ำจะรวมฝุ่นละอองให้กลายเป็นโคลน และมีสภาพเหมือนกับเป็นฟิล์มบางๆ กั้นกลางระหว่างยางกับผิวถนน ทำให้ประสิทธิภาพการยึดเกาะถนนสูญเสียไปอย่างมาก
มีการวิเคราะห์ออกมาว่า เมื่อฝนเริ่มตก ความเสี่ยงต่อการลื่นไถลจะเริ่มต้น และเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และช่วงที่มีผลต่อการลื่นไถลมากที่สุดคือ หลังฝนตกประมาณ 15 นาที จากนั้นจะเริ่มดีขึ้นเนื่องจากฝุ่นผง หรือเศษดินถูกชะล้างออกจากผิวถนนไปหมดแล้วปัจจัยที่ทำให้รถเสียหลัก ขณะขับหน้าฝน มีด้วยกันดังนี้
        ลมยาง

ช่วงฤดูฝน ผู้ขับรถควรหมั่นตรวจแรงดันลมยางอย่างสม่ำเสมอ การที่แรงดันลมอ่อนมีอันตรายมากกว่าแรงดันลมยางมาก เนื่องจากหากแรงดันอ่อนเกินไป น้ำจะเข้าไปอยู่กลางเส้นยางได้มากขึ้น
ความเก่า-ใหม่ของยาง หากเป็นยางเก่าและดอกยางสึกมากๆ จะทำให้การรีดน้ำของยางด้อยประสิทธิภาพเป็นผลทำให้รถแฉลบได้โดยง่าย

      น้ำกับความเร็ว

อย่างไรก็ตาม ก็ไม่ใช่ว่า หลังจากฝนตกผ่านไปแล้ว 15 นาที การยึดเกาะถนนจะกลับมาเหมือนกับเมื่อครั้งถนนแห้ง เนื่องจากยังมีน้ำที่เป็นอุปสรรค
ต่อการเสียดทานของยาง และถ้าใช้ความเร็วมากๆ จะมีผลทำให้รถเหินน้ำได้ ซึ่งอาการของรถ ลักษณะนี้เกิดจากหลายปัจจัยด้วยกัน คือ

   ความเร็วของรถ
ขับรถด้วยความเร็วไม่เกิน 60 กม./ชม. ยางที่มีคุณภาพดี มีสภาพดอกยาง และร่องยางอยู่ในเกณฑ์ดี จะสามารถรีดน้ำออกไปจากล้อได้ทำให้ยางสัมผัสผิวถนนเต็มที่หากขับด้วยความเร็ว 70-80 กม./ชม. น้ำจะเริ่มเข้าไปอยู่ระหว่างยางกับผิวถนน ประสิทธิภาพการยึดเกาะจะเริ่มลดลงและหากขับด้วยความเร็วที่สูงกว่า 80 กม./ชม. ยางจะไม่สามารถรีดน้ำออกได้ทัน ทำให้ยางรถมีลักษณะแทนที่จะอยู่บนผิวถนนกลับลอยตัวอยู่บนผิวน้ำ นั่นก็หมายถึงว่า เบรก หรือ พวงมาลัย จะไม่มีผลอีกต่อไป ดังนั้น หากยิ่งใช้ความเร็วสูงมาก ก็จะยิ่งทำให้เสี่ยงต่อการเกิดอันตรายมากขึ้นเท่านั้น

 

     เหินน้ำ อันตรายในเสี้ยววินาที

เหตุการณ์เช่นนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ
1. ความเร็วของรถ ถ้ารถยิ่งวิ่งเร็ว รถก็จะแฉลบง่าย
2. ความดันของลมยาง ถ้ายิ่งสูบลมอ่อน รถก็จะแฉลบง่าย
3. ปริมาณน้ำบนถนน ถ้ามีน้ำมาก รถก็จะแฉลบง่าย
4. สภาพของผิวถนน ถ้าถนนเป็นมันเรียบ รถก็จะแฉลบง่าย
5. ความเก่า-ใหม่ของยาง ถ้ายางยิ่งสึกมากหรือไม่มีดอก รถก็จะแฉลบง่าย

ข้อแนะนำในการเตรียมตัวขับรถหน้าฝน หรือขณะฝนตก ก็คือ
– ควรใช้ความเร็วที่เหมาะสม
– ควรเพิ่มลมยางให้มากกว่าปกติประมาณ 3-5 ปอนด์ ซึ่งจะทำให้หน้ายางแข็ง และมีกำลังในการตัดน้ำ
– ไม่ควรใช้ยางที่ไม่มีดอก หรือดอกยางสึกเกือบหมดแล้ว
– ควรเลือกใช้ยางดอกละเอียด และมีร่องยางที่รีดน้ำได้ดี
– ควรเลือกใช้ยางเรเดียลเสริมเส้นลวด เพราะยางเรเดียลเสริมเส้นลวด มีประสิทธิภาพในการเกาะถนนและหยุดได้ดีกว่ายางแบบอื่นๆ

         เลือกยางดีปลอดภัยทั้งชาติ

อันที่จริงแล้ว เมื่อเข้าหน้าฝน แต่ยางที่ติดอยู่กับล้อ เป็นยางที่ใช้กับถนนแห้ง ทั้งยังสามารถใช้ได้ไปอีกสักระยะหนึ่ง คิดว่า เราก็คงไม่อยากเปลี่ยนยางเพื่อมาใช้เฉพาะการณ์อย่าง
หน้าฝน แน่นอนว่า เราสามารถใช้ยางนั้นต่อไปได้ แต่ต้องรับทราบว่า ยางประเภทนั้น จะมีประสิทธิภาพดีกับถนนแห้ง ถ้าต้องลุยน้ำ ประสิทธิภาพก็ตกไปไม่สามารถรีดน้ำได้ เหมือนดังยางที่เขาผลิตมาเพื่อรีดน้ำโดยเฉพาะ ซึ่งจะเป็น  ดอกยางละเอียด ที่เหมาะสมสุด และจะมีร่องยางเล็กๆ แทรกอยู่ตามหน้ายาง ทำให้ช่วยระบายน้ำออกไปจากเส้นยางได้ดี แต่ที่สำคัญอีกอย่างคือ ถ้าใส่ยางผิดทิศทาง แทนที่ยางจะรีดน้ำ ออกจากรถ จะกลายเป็น รีดน้ำเข้า
หารถดูทิศทางการใส่ยางอย่างไร ให้เราหันหน้าไปทิศทางเดียวกันกับรถ แล้วยางที่วางอยู่ข้างหน้า ร่องยาง จะเป็น ตัว V ตั้งตรงเช่นนี้ เท่านี้ จะเห็นภาพได้ชัดเจนเลยว่า น้ำต้องรีดออกไปจากรถอยู่แล้ว
และถ้าท่านใดมีงบจำกัดในการเปลี่ยนยางคือ ขอเปลี่ยนแค่ 2 เส้น ก็สามารถทำได้ แต่ต้องใส่คู่หน้าเท่านั้น ไม่ว่ารถจะขับเคลื่อนล้อหน้าหรือล้อหลังก็แล้วแต่ เนื่องจากล้อหน้าต้องเจอกับน้ำก่อนเพื่อน

     เปลี่ยนยางเส้นใหม่เมื่อไรดี
เราจะรู้ได้อย่างไรว่า ขณะนี้ยางโล้น สมควรที่จะต้องเปลี่ยนเส้นใหม่ หรือว่าดูอย่างไรว่า ยางโล้นแค่ไหน จึงเหมาะสมกับระยะเวลาที่ต้องเปลี่ยนให้สังเกตุที่ร่องยาง จะมีปุ่มยางนูนเป็นระยะๆ ห่างกันพอสมควร หรือจะลองเอามือลูบคลำดูตามร่องยางนั้นก่อนก็ได้ เมื่อพบแล้วดูว่าดอกยางนั้นเสมอกับปุ่มนูนนั้นหรือไม่ ถ้าเป็นเช่นนั้น นั่นก็เป็นสัญญาณบอกเราว่า ยางใกล้สิ้นอายุขัยแล้ว ขับรถก็ให้ระมัดระวังมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อใช้ความเร็วสูง (ควรหลีกเลี่ยง)
มีอีกกรณีที่ท่านเจ้าของรถ ไม่ค่อยได้ใช้รถมากมายเท่าไร จึงสามารถใช้ยางได้อย่างยาวนานกว่าปกติ ดอกยางก็ยังไม่พร่องเท่าไรนัก
แต่อาจเกิดอาการแข็งตัวของยาง ทำให้ท่านผู้โดยสาร หรือตัวผู้ขับเอง รู้สึกได้เลยถึงการกระเทือน อันนี้ก็แล้วแต่ท่านเจ้าของรถ ว่าจะทนได้หรือไม่ถ้าใช้มาเกิน 3 ปีขึ้นไป มีสตังค์ก็เปลี่ยนไปเถิด ใช้มาเท่านี้ก็ถือว่าคุ้มแล้ว

 

             ในสถานการณ์หนึ่งของการเผชิญหน้ากับน้ำท่วม การวางแผนเดินทาง การเตรียมคนและรถและอุปกรณ์จำเป็นำสคัญมากเพราะช่วยให้เราเดินทางไปถึงที่หมายได้อย่างปลอดภัย