คำต่อคำ”ปนัดดา เจณณวาสิน”มองอนาคตรถยนต์ไทย

ปนัดดา เจณณวาสิ กรรมการรองผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด

Exclusive Interview ปนัดดา เจณณวาสินผู้บริหารที่มีความสามารถโดดเด่นในฐานะพี่ใหญ่ของของวงการรถปิคอัพไทย สะท้อนมุมมองอนาคตอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ในวันที่ถนนทุกสายถกเถียงกันเรื่องผลกระทบเศรษฐกิตและการนำพานโยบายของภาครัฐเพื่อไปสู่อนาคตใหม่ Auto.co.th สัมภาษณ์พิเศษ  กรรมการรองผู้จัดการ (EXECUTIVE VICE PRESIDENT) บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด 

  • มีความเห็นอย่างไรต่อการผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์ให้เป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคต?

ยานยนต์เป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งในชีวิตประจำวันของผู้คนทั่วไป ทั้งในด้านการขนส่งสินค้าและเป็นยานพาหนะส่วนตัว อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องยาวนานมาเป็นเวลาหลายทศวรรษ  ประเทศไทยมีความสามารถในการผลิตรถยนต์สูงที่สุดและเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดในอาเซียน  อีกทั้งยังเป็นฐานการผลิตรถปิกอัพและรถจักรยานยนต์ส่งออกไปจำหน่ายยังประเทศต่างๆ เป็นอันดับต้นๆ ของโลกด้วย

ทั้งนี้ เพราะได้รัฐบาลไทยทุกยุคได้ดำเนินนโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างต่อเนื่อง อุตสาหกรรมนี้จึงเป็นหนึ่งในพลังขับเคลื่อนที่สำคัญของเศรษฐกิจไทย ทั้งการจำหน่ายในประเทศและการส่งออกไปจำหน่ายในตลาดโลก  โดยการส่งออกทั้งรถยนต์และรถจักรยานยนต์สำเร็จรูป เครื่องยนต์ รวมทั้งชิ้นส่วนและอะไหล่ต่างๆ มีมูลค่าสูงกว่า 9 แสนล้านบาท

รัฐบาลไทยจึงต้องกำหนดนโยบายต่างๆ เพื่อให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมีพัฒนาการสู่ความเป็นเลิศในระดับโลก และสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ Supply Chain ในประเทศให้ได้มากที่สุด อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยจึงเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่จะสร้างความแข็งแกร่งให้การขยายตัวของเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนของประเทศไทย

  • เทคโนโลยีอะไรที่เป็นอนาคตเป็นแนวทางที่ประเทศไทยควรจะก้าวเดินไป?

ประเทศไทยควรจะส่งเสริมให้มีการยกระดับการพัฒนาขีดความสามารถด้านการวิจัยและพัฒนา (Research and Development)  นอกเหนือจากด้านวิศวกรรมการผลิตเพื่อให้รักษาความเป็นผู้นำตลาดรถยนต์อาเซียนไว้ให้ได้อย่างมั่นคงและมุ่งสู่ความเป็นผู้นำระดับโลก

การวิจัยและพัฒนาดังกล่าวควรเน้นเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทั้งในด้านความสะอาด  ประหยัด  และปลอดภัย  โดยให้ความสำคัญด้านพลังงานทางเลือกให้สอดคล้องกับแผนการพัฒนาพลังงานทดแทนภายในประเทศด้วย เช่น  ไบโอดีเซล,  เอทานอล,  ไฮบริด  เป็นต้นสำหรับกลุ่มอีซูซุนั้นให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนาเพื่อให้ได้ยานยนต์และเทคโนโลยีที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดรถยนต์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีประสิทธิภาพ เราได้จัดตั้งบริษัท อีซูซุเทคนิคัลเซ็นเตอร์เอเชีย จำกัด และบริษัท อีซูซุ โกลบอล ซีวี เอ็นจิเนียริ่ง เซ็นเตอร์ จำกัด ขึ้นในประเทศไทย โดยบริษัทแรกรับผิดชอบการวิจัยและพัฒนารถขนาดเล็ก คือ รถปิกอัพและรถเอนกประสงค์ ส่วนบริษัทที่สองรับผิดชอบการวิจัยและพัฒนารถบรรทุกขนาดกลางและใหญ่

  • ประเทศไทยสามารถผลักดันให้เป็นอุตสาหกรรมรถก้าวสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคตได้หรือไม่?

ประเทศไทยมีศักยภาพสูงมากในการรักษาความเป็นผู้นำอุตสาหกรรม  ยานยนต์ในอาเซียน และเป็นศูนย์กลางการผลิตเพื่อการส่งออกไปจำหน่ายในตลาดโลก ทั้งนี้เพราะประเทศไทยมีทำเลที่ตั้งเหมาะสมในการเป็นศูนย์กลางภูมิภาคอาเซียนเพราะทำให้เกิดข้อได้เปรียบในการขนส่งทั้งทางบกและทางอากาศ  อีกทั้งยังมีแรงงานที่มีทักษะฝีมือสูง เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ อีกด้วย

ยิ่งไปกว่านั้น  ตลาดรถยนต์ภายในประเทศของไทยก็ยังมีโอกาสขยายตัวอีกมาก เพราะอัตราการครอบครองรถยนต์ต่อจำนวนประชากร 1,000 คนของไทยยังอยู่ในระดับที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้วหรือแม้แต่ประเทศในกลุ่มอาเซียนด้วยกัน  ตัวอย่างเช่น

ไทย                     :        157   คัน / 1,000 คน

มาเลเซีย               :        361   คัน / 1,000 คน

เยอรมนี               :        572   คัน / 1,000 คน

ญี่ปุ่น                   :        591   คัน / 1,000 คน

สหรัฐอเมริกา       :        797   คัน / 1,000 คน

โอกาสการขยายตัวของตลาดรถยนต์ภายในประเทศ ซึ่งอยู่ในระดับสูงนี้จะก่อให้เกิดความประหยัดต้นทุนการผลิต (Economy of Scale)  ซึ่งจะทำให้เกิดผลดีต่อความได้เปรียบด้านการแข่งขันระหว่างประเทศ (International Competitiveness) ด้วย

  • สภาพธุรกิจยานยนต์ในปัจจุบันมีผลกระทบต่อความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมในระยะยาวหรือไม่อย่างไร?

ตลาดรถยนต์เมืองไทยมียอดจำหน่ายสูงสุดในประวัติศาสตร์ คือ 1,436,335 คัน เมื่อ พ.ศ. 2555  และเกิดการชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง 4 ปีซ้อนรวมทั้งปีนี้ด้วย คือ    ปี 2556 มียอดจำหน่าย 1,330,671 คัน,   ปี 2557 มียอดจำหน่าย 881,832 คัน,       ปี 2558 มียอดจำหน่าย 799,632 คัน  สำหรับ 4 เดือนแรกของปี 2559 นี้ จำหน่ายได้ 236,546 คัน ลดลงจากระยะเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว 6.1%

ภาวะตลาดรถยนต์หดตัวดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในระยะสั้นเท่านั้น เพราะถึงแม้ว่าปัจจัยลบ เช่น กระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลก ภัยแล้ง ราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำ  หนี้สินครัวเรือนในระดับสูงจะยังคงอยู่ก็ตาม  การใช้จ่ายภาครัฐในโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ต่างๆ ตลอดจนจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้น,  อัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำ  และราคาน้ำมันที่ค่อนข้างมีเสถียรภาพ  จะเป็นปัจจัยบวกที่ทำให้ตลาดรถยนต์เมืองไทยในปีหน้าอาจจะฟื้นตัวขึ้นอย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังคงเป็นประเทศที่มีศักยภาพสูงมากสำหรับ อุตสาหกรรมยานยนต์ที่จะขยายตัวอย่างมั่นคงในระยะยาวซึ่งจะไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและตลาดรถยนต์หดตัวในระยะสั้นนี้

  • อีซูซุมีข้อเสนอแนะเพื่อที่จะเป็นขอการสนับสนุนจากรัฐ ในการผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์ไปสู่จุด “นิว เอสเคิร์ฟ” 

พัฒนาการด้านเทคโนโลยีเป็นปัจจัยสำคัญในการนำอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยจาก First S-Curve ไปสู่ New S-Curve ได้ รัฐบาลจึงควรสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ด้วยมาตรฐานด้านภาษีต่างๆ เพื่อส่งเสริมให้มีการลงทุนเพื่อ การวิจัยและพัฒนามากยิ่งขึ้น  อีกทั้งยังจำเป็นต้องปรับปรุงกฎระเบียบต่างๆ เรื่องการจัดซื้อจัดจ้างให้สอดคล้องกับเทคโนโลยียานยนต์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วด้วย[fblike]